Sunday, January 16, 2011

แม่มด/พ่อมดของศตวรรษที่ 21


เนื่องด้วยผมไม่ได้มีหนังสือ Discipline and Punish: The Birth of the Prison (1977) ของมิเชล ฟูโกต์ อยู่กับมือจึงขออภัยหากไม่ได้อ้างอย่างตรงเผง แต่จะขอว่าไปตามความทรงจำก็แล้วกัน

หลังจากเปิดหนังสือเล่มนั้นอ่านไปแล้ว ผมว่าเกือบทุกคนที่อ่านหนังสือเล่มนั้นคงเป็นเหมือนกันกับผม คือวางไม่ลง ไม่รู้จะหยุดอ่านอย่างไร - โดยเฉพาะความตะลึงงันจากการโหมโรงด้วยฉากการประหารโดยการฉีกร่างนักโทษออกเป็นชิ้นๆ และอะไรหลายๆอยางที่ตามมา

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจับใจความได้ นั่นก็คือเมื่อสังคมยุโรปเปลี่ยนเข้าสู่ศตวรรษที่ 18 มนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงการลงโทษไป จากการลงโทษที่กระทำลงไปที่ร่างกายนั้น ได้เปลี่ยนแปลง - หรือเพิ่ม - โดยการลงโทษด้วยการจองจำ

การลงโทษด้วยการจองจำนั้นแตกต่างออกไปอย่างไร แกได้ยกมาหลายข้อ โดยสำคัญคือมีการเฝ้าดู ('Surveiller' ในภาษาฝรั่งเศสแปลเป็น 'Discipline' ในฉบับภาษาอังกฤษ) ซึ่งเป็นสภาวะที่ "อำนาจ" ได้ย่างกรายเข้าไปถึงในระดับชีวิตประจำวันของคน

แกเสนอว่าสภาวะเช่นนี้หาได้เป็นการก้าวหน้าของมนุษยชาติไปสู่ความมีเสรีภาพมากขึ้นในสังคมสมัยใหม่ไม่ หากแต่การลงโทษด้วยการจองจำนั้น ได้ย้ายการลงโทษของมนุษย์ต่อมนุษย์จาก "ร่างกาย"(Body) ไปสู่ "วิญญาณ" (Soul) ของผู้ที่ถูกลงโทษเลยทีเดียว

"สรรพทัศน์" (แปลจาก 'Panopticon' - ด้วยคำแปลของอ.นพพร ประชากุล) เป็นสถาปัตยกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ในอันจะสอดส่อง ตรวจตราพฤติกรรมของผู้ต้องโทษให้อยู่ใต้ "บงการ" ของอำนาจ

และเมื่อนั้นวิญญาณของผู้ถูกลงทัณฑ์ก็จะถูกกัดกินทีละน้อยๆ...


ผมได้ยินเรื่องเกี่ยวกับปฏิบัติการ "ล่าเนื้อมนุษย์" หรือ "ล่าแม่มด" (witch hunting) ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเฟสบุ๊คมาสักพักแล้ว อย่างน้อยก็ปีกว่าๆ โดยเฉพาะในช่วงการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเสื้อแดง เมื่อมีนาฯ - พฤษภา '53 นั้น ในเฟสบุ๊คนี่มีการแล่เนื้อเถือหนังกันอย่างโจ๋งครึ่มทีเดียว มีการขุดคุ้ยประวัติส่วนตัวขึ้นมา มีการด่าทอ วิพากษ์วิจารณ์ และตั้งกลุ่มขึ้นมาหาสมาชิกเกลียดคนอื่นร่วมกัน ฯลฯ

ผมคิดว่าก่อนและหลังปรากฏการณ์ล่าแม่มด/พ่อมดเสื้อแดงในเครือข่ายออนไลน์ชาวไทยนั้น ก็มีการ "ล่า" กันโดยตลอดอยู่แล้ว แต่ระดับความเข้มข้นคงจะตางกันออกไป (ขึ้นอยู่กับตัวเลขของผู้เข้าร่วม) - และผลกระทบต่อผู้ที่ "ถูกล่า" ก็คงจะแตกต่างกันออกไปด้วย ที่น่าสนใจและผมอยากรู้คือ ความเข้มข้นของปฏิบัติการ "ล่า" มีความสัมพันธ์กับความขัดแย้งทางการเมือง/เศรษฐกิจ/สังคม ของแต่ละประเทศอย่างไร พูดง่ายๆก็คือ ในประเทศอื่นๆที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูงเช่นประเทศไทย มีปฏิบัติการล่าเนื้อมนุษย์เข้มข้นเหมือนกันหรือไม่?

หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์เพิ่งเอา
ข้อวิเคราะห์ของสำนักข่าวรอยเตอร์มา โดยมีการยกตัวอย่างถึงกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาอายุ 17 ปีและกรณีที่เกิดขึ้นในหลายๆประเทศในภูมิภาคเอเชีย เช่นจีนและเกาหลีใต้ ซึ่งมาสู่ข้อสรุปที่ว่าในขณะที่ยุคเครือข่ายทางสังคมออนไลน์กำลังเติบโตสุดขีด มันก็ได้สร้างผลเสียโดยผู้คนได้แสดงพฤติกรรมโดยขาดความยับยั้งชั่งใจมากขึ้น เพราะพวกเขารู้สึกว่าไม่ต้องรับผิดชอบต่อการด่าทอและใส่ร้ายผู้อื่นแต่อย่างใด - คือตีหัวแล้วเข้าบ้านได้อย่างสบายใจเฉิบนั่นละครับ

ปฏิกิริยาที่ผมได้รับจากสมาชิกของเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็คือ ในสมาชิกหลายร้อยล้านคนก็ย่อมจะต้องมีผู้ใช้ที่ดีบ้างไม่ดีบ้างเป็นเรื่องธรรมดา - เครือข่ายสังคมออนไลน์สร้างเรื่องดีๆได้อีกมากมาย มากกว่าเรื่องที่ไม่ดีแยะ ฯลฯ

ไม่มีใครเถียงเรื่องนั้นครับ และทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็ไม่ได้ถามว่าเราควรใช้เครือข่ายออนไลน์หรือไม่ - ประเด็นที่สำคัญกว่าคือเวลานี้เครือข่ายออนไลน์ได้เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของคนในสังคม (อย่างน้อยก็คนที่มีการศึกษา ชนชั้นกลาง) ไปแล้ว และสิ่งที่มันเปลี่ยนได้อย่างสำคัญคือ เรื่องของการ "ลงทัณฑ์" นี่ละ


จากการที่ฟูโกต์พูดถึงการเปลี่ยนแปลงในการลงโทษของมนุษย์เมื่อโลกเข้าสู่สมัยใหม่ในศตวรรษที่ 18 นั้น บัดนี้ในศตวรรษที่ 21 การ "เฝ้าดูและการลงโทษ" นั้นเปลี่ยนแปลงไปอีกแล้ว

พึงเข้าใจไว้ด้วยนะครับ เมื่อคุณตัดสินใจเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ขนาดอภิมโหฬารแล้วล่ะก็ คุณได้ "ให้อนุญาต" ตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกแห่งการลงทัณฑ์แบบใหม่ที่ผมกล่าวมาด้วย

กล่าวคือ ในขณะที่ "การจองจำ" ตามที่ฟูโกต์เสนอนั้นเป็นเรื่องของสถาบันทางสังคมที่จัดการบงการ หรือสร้างความเป็น "ระเบียบเรียบร้อย" โดยในขณะเดียวกันก็ทำการลงโทษผู้ที่ไม่ "เข้าที่เข้าทาง" - เครือข่ายออนไลน์ขนาดใหญ่ได้ขยายสถานที่จองจำออกมาจากความหมายดั้งเดิม ให้การจองจำมาอยู่ในระดับชีวิตประจำวันโดยแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับทัณฑสถาน เสมอไป

หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง คือโลกศตวรรษที่ 21 นั้น ในขณะที่ทุกคนพูดว่าเรากำลังเข้าใกล้กันมากขึ้น ในทางกลับกันก็หมายความว่า ทัณฑสถานนั้นได้ขยายขนาดให้เราเข้ามาอยู่เป็นนักโทษในห้องขังเดียวกันนั่นเอง

ในขณะที่ "ผู้พิพาษา" กำลังเปลี่ยนความหมายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไปเป็นทุกๆคน - รวมทั้งตัวคุณด้วย - สามารถทำการ "ตัดสิน" โทษของใครก็ตามที่กำลัง "นอกลู่นอกทาง" (ฮ่า! คราวนี้ไอ้ฟักก็สามารถเอาคืนได้ละ หากมีอินเตอร์เนต!) และ "สรรพทัศน์" ไม่ได้เป็นหอคอยที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางเพื่อเฝ้าดูอีกต่อไป แต่สรรพทัศน์ได้แทรกเข้าไปที่ม่านตาของนักโทษทุกคนให้สอดส่องกันและกันเอง เป็นการเฝ้าดูอย่างสมบูรณ์แบบ (perfect surveillance)

เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจหากจู่ๆจะมีคนเกลียดขี้หน้ากันโดยที่แต่ละคนก็ยังไม่รู้สาเหตุมากขึ้น เพราะกระบวนการลงทัณฑ์ได้ทำงานแล้วอย่างไรละครับ มันจะทำงานไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ไม่ต้องมีลูกขุน ไม่ต้องมีตุลาการ ไม่ต้องมีอัยการสั่งฟ้อง มีเพียงการตัดสิน การคว่ำบาตร การเขม่น การซุบซิบนินทา การก่นด่า ฯลฯ

มันเป็นการเฝ้าดูสมบูรณ์แบบก็เพราะว่า แม่ว่าทุกคนรู้สึกว่าถูกเฝ้าดู (และตรวจสอบ) แต่พวกเขาเต็มใจ และยินยอมจะถูกเฝ้าดู ยินยอมจะเป็นส่วนหนึ่งของมันโดยดุษฎี

โดยที่ผมยังไม่แน่ใจว่ามันต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง

Sunday, January 9, 2011

ผู้คนและเส้นทาง - เซินตุ่ง


Jim Sharpe ได้เขียนปิดเอาไว้ในบทความ History from Below ว่า
History from below helps convince those of us born without silver spoons in our mouths that we have the past, that we come from somewhere. (Peter Burke ed., New Perspectives on Historical Writing, 1991)
'ประวัติศาสตร์จากข้างล่าง' เป็นความพยายามของนักประวัติศาสตร์ (ทั้งอาชีพและสมัครเล่น) ในการให้ความสำคัญต่อเรื่องราวของคนธรรมดา คนที่อยู่ข้างล่าง และมักจะไม่ได้รับความสนใจโดยเสมอมา ไม่เหมือนกับที่เจ้านาย พระผู้ใหญ่ นายพลชั้นสูง พ่อค้าที่ร่ำรวย ฯลฯ ได้รับโดยเสมอมา

เป็นแนวทางที่เชื่อว่า 'ข้างล่าง' นั้นมีประวัติศาสตร์

ผมอ่าน "ผู้คนและเส้นทาง" จบแล้วก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวของหญิงเวียดนามโพ้นทะเลธรรมดาๆคนหนึ่ง เป็นประวัติศาสตร์จากข้างล่าง เป็นชีวประวัติของ "บ่าออ" สมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

หนังสือเล่าเรื่องราวของชีวิตบ่าออตั้งแต่ยังเด็กจนกระทั่งชรา เป็นเรื่องราวการต่อสู้ทั้งเรื่องชีวิตและเรื่องทางการเมืองของบ่าออ

ผู้เขียน "เซินตุ่ง" ได้เข้าไปสัมภาษณ์บ่าออด้วยตัวเองหลายต่อหลายครั้งและสร้างเรื่องราวขึ้นมาเหมือนกับว่าบ่าออกำลังเล่าเรื่องราวของตัวเอง

สิ่งหนึ่งที่่เนื้อเรื่องบอกเล่าคือการทำงานอย่างคึกคักของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในภาคอีสานช่วง 1930s - การบรรยายทำให้เห็นว่าไอ้ภาพความน่ากลัวของความเป็น "คอมมิวนิสต์" นั้นมันถูกสร้างขึ้นมาอย่างบรรจงจากสหรัฐฯ (และลูกสมุนทั้งหลายรวมทั้งไทย) เพื่อกล่าวหาและสร้างความชอบธรรมในการปราบปราม ทำร้าย ข่มขืน เข่นฆ่า ฯลฯ

เช่นเดียวกับที่ในปัจจุบันรัฐไทยสร้าง "ผู้ก่อการร้าย" ขึ้นมาเป็นเป้าเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปราบปรามเข่นฆ่า

เพื่อต้องการลบล้างประวัติศาสตร์ของข้างล่างโดยลืมไปว่า วันนี้คนข้างล่างกำลังสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเองอยู่อย่างขะมักเขม้น

Sunday, November 14, 2010

ผู้คนแห่งมหานครดับลิน - เจมส์ จอยซ์


เมื่อพูดถึงเจมส์ จอยซ์ (นอกจากไม่ได้นึกถึงอะไรเลยแล้ว) ทุกคนจะนึกถึงยูลิสิส (Ulysses)

เพราะอะไร? เพราะมันเป็นงานที่แสดงออกถึงแนวทางการนำเสนอของเขาอย่างชัดเจน และมีทีท่าอลังการที่สุดในกลุ่มงานทั้งหมดของจอยซ์ เป็นวรรณกรรมที่ผู้อ่านเห็นถึงการแผ้วทางหนทางใหม่ในการเขียนวรรณกรรม หรือในขณะเดียวกันมันเป็นการรื้อทำลายวิธีการมองวรรณกรรมเท่าที่เคยเป็นมาในศตวรรษที่ 19

ผมยังไม่ได้อ่านยูลิสิส แต่ลองเริ่มอ่าน The Portrait of the Artist as a Young Man ("ภาพเหมือนในวัยระห่ำของศิลปิน"- ด้วยคำแปลของแดนอรัญ แสงทอง) หากไม่ได้อยู่ในสมาธิ จึงไม่สามารถเข้าใจได้เลย และต้องหยุดอ่านไปในที่สุด

พูดให้ชัดขึ้นอีกก็คือว่า ผมไปอยู่จังหวัดสระบุรี ในทุ่งนา แดดสาดเปรี้ยง เสียงแมลงวันบินหึ่งผ่านหู มองออกไปเห็นวัวควายเดินกินหญ้า เห็นเป็ดไก่เดินหาอาหาร มีหมาพันธุ์ทางขาเป๋สีขาววิ่งไปมา ผมต้องไล่มันไปหลายต่อหลายครั้งเพราะตัวมันเปียกขี้โคลนมาและจะทำให้บ้านสกปรก ในขณะเดียวกันผมก็ก้มลงอ่านหนังสือเป็นระยะๆ พยายามนึกถึงเมืองดับลิน (โดยที่ไม่เคยไป ที่ใกล้ที่สุดก็คือ Aberystwyth ในเวลส์) นึกถึงสำเนียงไอริช ความตลกขบขัน การประชดประชัน และชาตินิยมของคนไอริช

โอโห - เป็นงานที่ยากทีเดียว สุดท้ายผมก็เลยอ่านมันไปพร้อมๆกับนึกว่า สตีเฟน เดดาลัส มาวิ่งเล่นอยู่ที่ตำบลหนองจอกนี่เอง และเพื่อนๆของเขาก็ตามมาจากเสาไห้ จากนาร่อง ฯลฯ

แต่ผมทำได้ไม่นานก็ต้องล้มเลิก

ผู้คนแห่งมหานครดับลิน (หากเป็นผม ผมจะแปลมันตรงๆไปเลยว่า "ชาวดับลิน") เป็นงานแปลรวมเรื่องสั้น Dubliners ที่จอยซ์เขียนขึ้นในปี 1914 แปล/เรียบเรียงโดยวิมล กุณราชา (สำนักพิมพ์นาคร, 2545) แต่เข้าใจว่าไม่ใช่ทั้งหมด เพราะมีเพียง 8 เรื่องจากทั้งหมด 15 เรื่องในต้นฉบับภาษาอังกฤษ

ในภาคผนวก มีแถมบทความเกี่ยวกับจอยซ์โดยราเชนทร์ ผดุงธรรม โดยได้กล่าวถึง Dubliners ว่า
"ในช่วงกำลังเขียน A Portrait of the Artist as a Young Man นั่นเอง จอร์จ รัสเซล เพื่อนนักเขียนของเขาได้แนะนำให้เขาเขียนเรื่องสั้นง่ายๆ 'แบบลูกทุ่ง' เพื่อลงตีพิมพ์ตามหน้านิตยสาร...นี่นับเป็นจุดกำเนิดของรวมเรื่องสั้นเล่มเดียวของเขา..." (น.264)
"ในจดหมายซึ่งเขียนถึงเพื่อนรักสมัยเรียนที่ชื่อสเตนนิลัส จอยซ์ได้บอกถึงความตั้งใจในการเขียน
Dubliners ไว้ตอนหนึ่งว่า 'เมื่อนายนึกขึ้นมาว่า ดับลินเป็นเมืองหลวงมานับพันๆปี เป็นเมืองที่สองของจักรวรรดิอังกฤษ และใหญ่สามเท่าเวนิส ก็ออกจะแปลกที่ไม่มีศิลปินคนไหนเสนอภาพของมันต่อสายตาชาวโลกเลย'..." (น.264)
วรรณกรรมของจอยซ์มีผู้วิเคราะห์เอาไว้จำนวนมาก (มากกว่างานที่จอยซ์เขียนเองหลายเท่า และผมยังไม่ได้อ่านแม้แต่ชิ้นเดียว) คำถามหนึ่งที่ผมอยากได้ยินคำตอบหรือข้อถกเถียงก็คือความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการนำเสนอแบบจอยซ์กับเหล่างานเขียนฝ่ายซ้ายทั้งหลายซึ่งร่วมสมัยกันเกือบตลอดศตวรรษที่ 20 - เพราะดูเหมือนว่างานของจอยซ์เองจะไม่เชื่อการสร้างวรรณกรรมเพื่อ 'ปลดแอก' หรือ 'เปลี่ยนแปลง' สังคมอย่างที่งานวรรณกรรมฝ่ายซ้ายเชื่อ

"ศิลปะไม่ควรจะต้องมาพะวงว่าต้องสร้างงานของตนให้เป็นแบบศาสนา คุณธรรมความดี ความสวยงาม หรืออุดมคติ แต่ควรที่จะสร้างงานอย่างซื่อสัตย์ต่อกฎพื้นฐานของธรรมชาติ" (น.262)

หากใครจะแนะนำงานที่วิเคราะห์เรื่องนี้ก็จะดีไม่น้อยทีเดียว

สิ่งที่น่าสังเกต คือ ในงานที่พูดถึงจอยซ์หลายๆงานที่ผมได้อ่าน มักจะพูดถึงงานของเขาทั้งกระบิ (oeuvre) ไม่ได้แยกพูดโดยเอกเทศแล้วย้ำความต่าง - ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นสำคัญของชีวิตการเขียนหนังสือของเขาทั้งหมด: จอยซ์เขียนหนังสือเพียงเรื่องเดียวตลอดชีวิต แต่ทั้งหมดถูกนำเสนอในลักษณะที่ต่างกันออกไปเท่านั้นเอง (จริงๆแล้วเขาก็แสดงออกอย่างจงใจ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงอยู่ของตัวละครหลายตัวในงานเขียนต่างๆของเขา การตั้งชื่อเรื่อง ฯลฯ)

และสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึก คือเหมือนกับว่าผมรู้จักจอยซ์มาก่อนอ่านงานของเขา เหมือนกับผมรับจอยซ์มาจากผู้ที่อ่านจอยซ์อีกทีหนึ่ง (ใครวะ) เพราะเมื่ออ่านผู้คนแห่งมหานครดับลินจบ ผมรู้สึกว่ามันเป็นมุมมองเดียวกันกับที่ตนเองใช้ในการมองโลกหลายๆครั้ง

น่าสนใจว่าหากอ่านงานของจอยซ์ซ้ำ เราอาจจะได้พบอะไรเพิ่มขึ้น - หรือทำอะไรหล่นหายไป - ก็ได้

Friday, October 29, 2010

สงครามหนังสือต้องห้าม


เห็นข่าวสั้นๆ ในหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดี้ยน แปลมาแลกเปลี่ยนกันครับ
------

สงครามหนังสือต้องห้าม: อลัน ทราวิสเล่าเรื่องคดี Lady Chatterley's Lover

ระหว่างปี 1950 ถึง 1953 มีหนังสือมากกว่า 4,000 เล่มขึ้นบัญชีหนังสือต้องห้ามโดย Home Office และห้ามตีพิมพ์ อลัน ทราวิสจะมาเล่าเรื่องราวว่าอิสรภาพของวรรณกรรมในอังกฤษธำรงอยู่มาได้อย่างไร


ลูกบุญธรรมของ ดี เอช ลอว์เรนซ์ - บาร์บารา บาร์ มีอารมณ์เหมือนกับนักอ่านทั่วอังกฤษ เมื่อได้รู้ว่าคณะลูกขุนโอลด์ เบลี่ย์ ปฏิเสธที่จะให้หนังสือ Lady Chatterley's Lover เป็นหนังสือต้องห้าม "ฉันรู้สึกเหมือนหน้าต่างถูกเปิดออก และลมอันสดชื่นก็ได้พัดผ่านอังกฤษทีเดียว" เธอกล่าว

หนังสือ Lady Chatterley ต้องห้ามมาตั้งแต่ปี 1929 เมื่อศุลกากรเริ่มยึดชุดพิมพ์ครั้งแรกที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์อิตาเลียน หลังจากที่สำนักพิมพ์ในอังกฤษถูกสั่งห้ามพิมพ์หนังสือเล่มนี้

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เล่มแรกของลอว์เรนซ์ที่ถูกสิ่งที่เขาเรียกว่า "ความโง่เง่าอย่างแพะแก่ๆที่ใส่กระโปรงชั้นใน" (nanny-goat-in-a-white-petticoat silliness of it all) ต้องห้ามเท่านั้น งานต่อต้านสงครามที่ออกมาในปี 1915 ของเขา The Rainbow ก็ถูกแบนโดยผู้พิพากษาของ Bow Street จากการที่มันพูดถึงเรื่องเพศสัมพันธ์อย่างเปิดเผย

ไม่ได้มีแต่ลอว์เรนซ์คนเดียว ผู้คนไม่พอใจกันอย่างกว้างขวางเมื่อเห็นอังกฤษกลายเป็นประเทศที่เข้มงวดเรื่องการต้องห้ามหนังสือในช่วงเวลาของศตวรรษที่ 20

จุดสูงสุดคือระหว่างปี 1950 ถึง 1953 มีหนังสือมากกว่า 4,000 เล่ม และในนั้นเป็นนิยาย 1,500 เล่ม อยู่ในบัญชีหนังสือต้องห้ามที่ทำขึ้นอย่างลับๆ โดย Home Office และศุลกากร ในรายชื่อเหล่านั้นก็เป็นหนังสือที่ตัวหน่วยงานเองขึ้นอีกบัญชีหนึ่งว่าเป็นหนังสือคลาสสิก อาทิ Madame Bovary ของโฟลแบล์ Moll Flanders ของดาเนียล เดโฟ และ Decameron ของโบคัชชิโอ

การเซนเซอร์ทำกันอย่างจริงจังจริงๆ ในปี 1955 คนขายหนังสือในโซโหติดคุกสองเดือนจากการขายหนังสือ Lady Chatterley's Lover ปีก่อนนั้นมีคดีที่ตัดสินลงโทษไปภายใต้พ.ร.บ.การพิมพ์ปี 1867 และมีหนังสือ 167,000 เล่มถูกเผาทำลายโดยสกอตแลนด์ยาร์ด สำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงของอังกฤษติดคดีถึงห้าคดี ทำให้ส.ส.หนุ่มของพรรคเลเบอร์ รอย เจนกินส์ลุกขึ้นมาเรียกร้องการปฏิรูปกฎหมายการเซนเซอร์ และผลของมัน - พ.ร.บ.การพิมพ์ปี 1959 - กับ "สมบัติสาธารณะ" ได้ปกป้องงานจำนวนมากไม่วาจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ วรรณกรรม ศิลปะ หรือการเรียนรู้ ได้ทำให้การตัดสิน Lady Chatterley มีผลใหม่ และเป็นผลให้วรรณกรรมของอังกฤษได้ธำรงอิสรภาพกว่าครึ่งศตวรรษจากนั้นเป็นต้นมา


อลันทราวิส
เดอะ การ์เีดี้ยน [http://www.guardian.co.uk/books/2010/oct/28/lady-chatterley-trial-war-on-obscenity]

Saturday, June 19, 2010

เล่าเรื่องในไตรภูมิ - เสฐียรโกเศศ


คงยากพิลึกหากมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ อย่างผมจะพยายามจินตนาการว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรท่ามกลางโลกทัศน์ของคนสยามเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว

จักรวาลวิทยา (cosmology) แบบไตรภูมิเป็นโลกทัศน์ของคนอุษาคเนย์บนแผ่นดินใหญ่ โดยนักประวัติศาสตร์พอจะเห็นร่วมกันว่าเป็นโลกทัศน์ดั้งเดิมก่อนการเข้ามาของตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ ๑๙

เล่าเรื่องในไตรภูมิ ของเสฐียรโกเศศ เป็นการพยายามเล่าความเชื่อเช่นนี้ออกมาด้วยท่วงทีเป็นกันเอง เหมือนผู้ใหญ่เล่านิทานให้ลูกๆหลานๆฟัง

ผมคิดว่า สิ่งที่สำคัญจากการได้รับรู้ถึงโลกทัศน์ของผู้คนในภูมิภาคนี้เมื่อหลายร้อยปีก่อนไม่ใช่อยู่เพียงว่าความเชื่อเหล่านั้นคืออะไร

หากแต่เป็นการทำให้เรามองเห็นว่า เวลาเราจะคิดเกี่ยวกับสิ่งใดๆก็ตาม จงอย่าใช้มาตรฐานของปัจจุบันไปตัดสินและตีความสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต (เช่นการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่เป็น "ประชาธิปไตย" ตามความเข้าใจของเราวันนี้) ไม่เช่นนั้นจะทำให้เราพลาดอะไรไปอีกมาก

ผมขอชี้ชวนให้คิดไปในอนาคตบ้าง - ลองคิดว่าอีกสักสองร้อยปีข้างหน้า มีคนขุดพบเอกสารการสืบสวนสอบสวนกรณี ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ แล้วมีข้อสรุปบางอย่างที่เขียนขึ้นโดยคณะกรรมการฯเฉพาะที่ถูกตั้งขึ้นมา

เราในปัจจุบันนี้ อยากเรียกร้องให้พวกเขา (คนสองร้อยปีข้างหน้า) นั้นตระหนักถึงอะไรบ้าง

ก็ไม่ต่างไปจากการย้อนไปดูประวัติศาสตร์เมื่อสองร้อยปีที่แล้วหรอกครับ

Sunday, May 30, 2010

กุหลาบ สายประดิษฐ์กับอุดมการณ์ปฏิวัติสยาม พ.ศ.๒๔๗๕ - สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ


บทความวิจัยชิ้นนี้ของอ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หรือ "อาจารย์ยิ้ม" แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรฯ จุฬาฯ น่าจะเป็นบทความเกี่ยวกับงานเขียนของกุหลาบ สายประดิษฐ์เบื้องต้นที่ครอบคลุมที่สุดชิ้นหนึ่ง

อาจารย์ยิ้มทำให้นักเรียนประวัติศาสตร์รุ่นหลังสะดวกสบายขึ้นอีกมากหาก ต้องการเริ่มศึกษาเกี่ยวกับกุหลาบ สายประดิษฐ์และหัวข้อที่เกี่ยวข้องกันนี้ นี่คือหน้าที่ของนักวิชาการในการสืบเสาะค้นคว้าอย่างจริงจังและบุกแผ้วถาง ขยายองค์ความรู้ เพื่อเปิดต่อการตั้งคำถาม การตีความและการต่อยอดการศึกษาต่อไป

ผมเข้าใจว่าอาจารย์ยิ้มเสนองานชิ้นนี้ ในงานประชุมวิชาการ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ที่เชียงใหม่ เมื่อปีพ.ศ.๒๕๔๘

อาจารย์ยิ้มแบ่งการนำเสนอออกเป็นสามส่วนใหญ่ๆ โดยทั้งหมดต้องการอธิบายความคิดของกุหลาบ สายประดิษฐ์ผ่านงานเขียนทั้งเรื่องแต่งและบทความ เริ่มตั้งแต่จากการที่เริ่มเขียนนิยายเพื่อความบันเทิงในสมัยหนุ่มๆจนการ เปลี่ยนแปลงทางความคิดสะท้อนให้เห็นในช่วงห้าปีสุดท้ายก่อนการเปลี่ยนแปลง การปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕

การรับอุดมการณ์ประชาธิปไตยจึงทำให้กุหลาบ สายประดิษฐ์สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างแข็งขัน ผ่านงานเขียนจำนวนมาก เขียนวิพากษ์วิจารณ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ว่าล้าหลัง และไม่ได้ส่งผลให้เกิดความกินดีอยู่ดีของราษฎร
การสนับสนุนของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่มีต่อ "คณะรักชาติ" ที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง มิได้เป็นเพียงการแสดงท่าทีเห็นด้วยกับการปฏิวัติเท่านั้น แต่ยังนำเสนออย่างชัดเจน ถึงอุดมการณ์แห่งการปฏิวัติ ดังนั้นกุหลาบ จึงได้เขียนบทความสามตอนครั้งใหม่ โดยบทความแรกนั้นลงในศรีกรุง ฉบับวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๕ ในชื่อว่า "สมรรถภาพของสยามใหม่อยู่ที่ไหน" เขาได้เสนอว่า ชีวิตของประเทศนั้นควรจะผูกไว้กับความจริง และชี้ให้เห็นว่่า ในอดีตที่ผ่านมานั้นราษฎรสยามถูกอบรบให้เชื่อมั่นในเรื่องชาติกำเนิดของบุคคลมากเกินไป ดังนี้

ตลอดเวลา ๑๕๐ ปีในอายุของกรุงเทพมหานคร เราได้รับการอบรมให้มีึความเชื่อมั่นและเคารพบูชาในชาติกำเหนิดของบุคคล พอเรามีเดียงสาที่จะเข้าใจความหมายของคำพูดได้ ปู่ย่าตายายก็อบรมสั่งสอนให้เราบูชาชาติกำเหนิดของบุคคล ท่านให้บูชาทุกคนที่กำเนิดมาในสกุลของราชวงศ์จักรี ท่านให้เราเรียกผู้เป็นประมุขของชาติไทยว่าเจ้าชีวิต เราถามว่าทำไมต้องเรียกว่าเจ้าชีวิต ท่านตอบว่า เจ้าชีวิตสามารถที่จะสั่งตัดหัวใครๆได้ ตั้งแต่นั้นมาเราก็กลัวเจ้าชีวิต เรากลัวทุกๆคนที่เป็นพี่น้องของเจ้าชีวิต เรากลัวโดยไม่มีเหตุผล เรากลัวเพราะถูกอบรมมาให้กลัว เราเรียกทุกๆคนในครอบครัวอันใหญ่ที่สุดนี้ว่า เจ้านาย เมื่อเราพูดถึงเจ้านาย เราจะต้องพูดว่าเจ้านายที่เคารพทุกครั้งไป กฎหมายไม่ได้บังคับให้เราพูด แต่จารีตประเพณีและการอบรมบังคับให้เราพูดเอง

เราพากันเคารพบูชาเจ้านาย เพราะเจ้านายเป็นผู้บันดาลให้เกิดความสำเร็จแทบทุกชะนิด ทุกๆคนที่หวังความสุข พยายามอยู่ในโอวาท และในความรับใช้ของเจ้านาย เราพากันพิศวงงงงวยในความสามารถของท่าน เราคิดว่าถ้าขาดครอบครัวของท่านเสียครอบครัวเดียว สยามจะต้องล่มจม ไม่มีใครปกครองประเทศได้ดีเท่าพวกท่าน ดังนั้น เราจึงถือความเชื่อมั่นกันมาว่า สิ่งสำคัญในตัวบุคคลคือ ชาติกำเนิด ผู้ที่เกิดมาเปนเจ้านาย จะต้องเป็นที่เคารพทุกคน เจ้านายจะต้องเปนคนดีทั้งนั้น จะเปนคนชั่วไม่ได้เลย นอกจากพวกเจ้านายแล้ว เราไม่เชื่อในความรู้ความสามารถของใคร เราไม่เชื่อว่าบุคคลอื่นจะบันดาลจะให้เกิดความสำเร็จได้

ต่อมาในศรีกรุง ฉบับวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๕ กุหลาบ สายประดิษฐ์ได้เสนอบทความตอนที่ ๒ ที่ชัดเจนมากขึ้นในบทความที่ชื่อว่า "ชาติกำเนิดไม่ใช่สมรรถภาพของคน" โดยมีึความขยายว่า -พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้ยึดบุคคลเป็นหลัก พระราชวงศ์อาจมีทั้งที่ฉลาดและโง่- ในส่วนนี้ กุหลาบอธิบายเพิ่มเติมว่า

ตามความอบรมที่เราได้รับสืบต่อกันมา ทำให้เราเชื่อกันโดยมากว่า พระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายทุกองค์ เปนผู้ทำอะไรไม่ผิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทรงกระทำ พวกเรายอมรับกันว่าเปนสิ่งที่ถูกต้องดีงามอยู่เสมอ ครอบครัวของราชวงศ์จักรีเปนปาปมุติ คือ เปนผู้ที่พ้นจากบาป ไม่เคยทำอะไรผิดและจะไม่ทำผิด เรารับรองคติอันนี้โดยการที่เราไม่ตำหนิ หรือทักท้วงการกระทำทุกอย่างของพระเจ้าแผ่นดินและพระราชวงศ์ เราทำตัวเหมือนลิ่วล้อตามโรงงิ้ว คือร้องฮ้อทุกครั้ง ไม่ว่าตัวงิ้วหัวหน้าจะพูดอะไรออกมา

แท้จริงพวกเจ้านายที่ก็เปนมนุสส์ปุถุชนเหมือนอย่างพวกเราๆนี่เอง ย่อมจะข้องอยู่ในกิเลสอาสวะ มีราคะ โลภะ โทสะ โมหะดุจคนทั้งปวง เมื่อบุคคลในครอบครัวทั้งหลายอื่น ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คนในครอบครัวหนึ่ง ก็ยังมีคนดีคนชั่ว คนทำถูกทำผิด คลุกคละปะปนอยู่ด้วยกันทั้งสิ้นฉะนี้ เหตุใดครอบครัวของเจ้านาย...จึงกลายเปนคนดีทำถูกไปเสียทั้งหมด

กุลหลาบได้วิพากษ์ว่า การนับถือชาติกำเนิดในลักษณะเช่นนี้ เป็นการฝ่าฝืนความเป็นจริง และขัดกับหลักธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธองค์ไม่ได้สอนสาวกให้ยึดเอาชาติกำเนิดหรือตัวบุคคลเป็นเครื่องวินิจฉัย ดังนั้น การยกเอาชาติกำเนิดมาเป็น "เครื่องชั่งน้ำหนัก" จึงถือว่าเป็นการ "หลงผิดอย่างงมงาย" แต่กระนั้นกุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็เสนออย่างชัดเจนว่า ข้อเสนอทั้งหมดนี้ มิได้กระทำโดยมุ่งที่จะละเมิดเดชานุภาพของกษัตริย์ โดยอธิบายว่า

ข้าพเจ้ามิได้ตั้งใจจะลบหลู่พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์ใดๆ ที่ได้มีอยู่กับประเทศสยาม ข้าพเจ้าย่อมรู้สึกในพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์เปนอย่างดี เพียงแต่ข้าพเจ้าตั้งใจจะให้คนทั้งปวงตกหนักในความจริงว่า ชาติกำเนิดมิได้เป็นเครื่องวัดความดีความชั่ว ความสามารถ และไม่สามารถของบุคคล (ศรีกรุง ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๗๕: ๑)

(น.๗-๘)
จะเห็นได้ว่าบรรยากาศของสยามหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นบรรยากาศแห่งการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสรี ซึ่งโลกทัศน์เช่นนี้มิใช่จู่ๆจะเกิดขึ้นทันทีทันใด หากแต่มีการก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ตั้งแต่สมัยร.๕ ทรงดำเนินนโยบายการสร้างรัฐรวมศูนย์อำนาจ

ในกระบวนการก่อร่างสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์นี่เอง ที่ได้ไปเพาะเมล็ดแห่งการล่มสลายลงของตัวระบอบเอง กล่าวคือ เมื่อรัฐสมัยใหม่ต้องการคัดเลือกผู้คนเข้าไปสู่ระบบราชการเพื่อไปทำให้รัฐ เดินต่อได้นั้น ก็ต้องคัดผู้คนจากระบบการศึกษา

และระบบการศึกษานี่เอง ที่ไปทำให้ผู้คนที่อยู่ "รอบนอก" ศูนย์กลางอำนาจ สามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจทางการเมืองได้ (รวมทั้งคนจีนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจมาก่อนหน้านี้) คืออำนาจส่งต่อกันไม่ไช่เพราะเลือดและวงศ์ตระกูลอย่างเดียวเหมือนที่เคยเป็น มาแล้ว แต่คราวนี้สามารถคัดได้จากความสามารถ (meritocracy) นั่นก็ทำให้คนจำนวนมากเกิดความไม่พอใจต่อระบอบเก่า การท้าทายครั้งสำคัญครั้งแรกต่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ก็คือกบฎร.ศ.๑๓๐ (ดูข้อวิเคราะห์โดยละเอียดใน Kullada Kesboonchoo Mead, The Rise and Decline of Thai Absolutism, 2004)

ผมคิดว่่าเมื่อมีภาพดังกล่าวนี้เสริมเข้าไปก็จะทำให้เห็นกุหลาบ สายประดิษฐ์เป็นทั้งผลและแรงผลักดันอันสำคัญอีกแรงหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ

อาจารย์กล่าวต่อไปถึงสภาพการเมืองไทยหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ โดยกุหลาบ สายประดิษฐ์ยังเป็นแรงอันแข็งขันในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของพันตรี หลวงพิบูลสงคราม (ยศในขณะนั้น) ที่ขึ้นสู่อำนาจเมื่อพ.ศ.๒๔๘๑ ผ่านหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษที่ เขาเป็นบรรณาธิการ

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการ (ที่อย่างน้อยผมเองอยากทราบ) ก็คือกลุ่มปัญญาชนและนักหนังสือพิมพ์ในยุคนี้ ผมยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่ามีงานชิ้นใดที่ให้ภาพอย่างชัดเจนบ้างไหม (เท่าที่เคยได้ยินมีอยู่ชิ้นหนึ่งเป็นงานสารนิพนธ์ของจุฬาฯ ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว) โดยเฉพาะกลุ่มสุภาพ บุรุษโดยเฉพาะ

มีอะไรอีกหลายอย่างที่น่าสนใจในช่วงเวลาดังกล่าวครับ เอาเป็นว่าผมจะไม่พูดถึงเนื้อหาของงานชิ้นนี้ต่อแล้ว หากท่านสนใจเชิญดาวน์โหลดได้เลยตามลิงค์ที่ใส่ไว้ให้

อยากจะทิ้งท้ายตรงนี้เอาไว้สักนิดหนึ่ง อ้างอิงสภาวะการเมืองไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในส่วนที่เกิดขึ้นกับนักวิชาการอย่างอาจารย์ยิ้ม (อ.เกษียร เตชะพีระเขียนเอา ไว้แล้ว)

ขออ้างการตีความของอาจารย์ยิ้มต่อนวนิยายเรื่องข้างหลังภาพว่า
นวนิยาย เรื่อง"ข้าง หลังภาพ" นี้ เป็นเรื่องรักสะเทือนใจที่เป็นที่นิยมที่สุดของศรีบูรพา นวนิยายเรื่องนี้สะท้อนถึงภาพของ หม่อมราชวงศ์กีรติ ซึ่งเป็นสตรีชั้นสูงในสังคมเก่า ซึ่งมีแนวโน้มที่จะต้องอยู่เป็นโสดตลอดชีวิต. แต่เนื่องจากปฏิวัติ พ.ศ.๒๔๗๕ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข ที่ทำให้เชื้อพระวงศ์มีโอกาสสมรสกับสามัญชน หม่อมราชวงศ์กีรติ จึงต้องเลือกแต่งงานเมื่ออายุ ๓๕ ปี กับพระยาอธิการบดี ที่เป็นขุนนางอายุ ๕๐ ปี และเดินทางไปฮันนีมูนที่กรุงโตเกียว ปรากฏว่า เธอได้ไปรู้จักกับนพพร นักเรียนไทยอายุ ๒๒ ปี และได้สนิทสนมกันจนกลายเป็นความรัก นพพรได้สารภาพรักกับ หม่อมราชวงศ์กีรติ ขณะที่ทั้งคู่ไปเที่ยวธารน้ำตกที่มิดาเกาะ แต่หม่อมราชวงศ์กีรติ แม้ว่าจะรักนพพรก็ตาม ก็ไม่อาจจะตอบรับความรักได้ ต่อมาเมื่อหม่อมราชวงศ์กีรติกลับมาประเทศไทย และเวลาผ่านไป ความรักของนพพรก็เลือนลางจืดจางลง จนเมื่อจบการศึกษาก็กลับมาแต่งงานกับสตรีคนอื่น ขณะที่หม่อมราชวงศ์กีรติ ยังคงยึดมั่นในความรัก และต่อมาเธอก็ล้มป่วยเป็นวัณโรคและเสียชีวิตพร้อมกับความรักนั้น ความตายของหม่อมราชวงศ์กีรติ จึงถือเป็นการสะท้อนถึงการล่มสลายของชนชั้นสูงหลังการปฏิวัติ พ.ศ.๒๔๗๕ (น.๙-๑๐)
ผมอยากจะบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับอาจารย์ยิ้มนั้น แสดงให้เห็นว่า ม.ร.ว.กีรติไม่ได้ตายลงแต่อย่างใด...

Saturday, May 1, 2010

วิมานทลาย - ม.จ.อากาศดำเกิงฯ


นานแล้วที่ไม่ได้อ่านหนังสือแล้วรู้สึกคิดถึงบ้าน บางครั้งการอ่านเรื่องราวอะไรที่เป็นส่วนตัวค่อนข้างมากก็ทำให้ผมรู้สึกหวิวๆไปบ้าง ก่อนหน้านี้ใน ละครแห่งชีวิต (2472) และ ผิวเหลืองผิวขาว (2473) ผมยังรู้สึกถึงความหวังได้บ้าง

แต่กับ วิมานทลาย ผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังวิ่งเข้าหาทางตัน...

วิมานทลาย เป็นชื่อของรวมเรื่องสั้น 4 เรื่องของม.จ.อากาศดำเกิง รพีพัฒน์ โดยเรื่องสั้นทั้งหมดประกอบไปด้วย 1) ทางโลกีย์ 2) วัยสวาท 3) เจ้าไม่มีศาล และ 4) สมาคมชั้นสูง

ผมอ่านฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง พิมพ์โดยแพร่พิทยา (พฤศจิกายน, 2515) คาดว่าท่านอากาศฯน่าจะเขียนเรื่องทั้งหมดนี้ในวาระใกล้ๆกัน โดยยังไม่พบปีที่พิมพ์ครั้งแรก (แต่อย่างไรก็คงหนีไม่พ้นปี 2473 หรือ 74 เป็นแน่)

ผมคิดว่าผมคงไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงอะไรมาก เอา "บทนำ" ของท่านอากาศฯมาลงไว้ก็จะรู้ว่าแก่นที่ร้อยเรียงเรื่องทั้งหมดเอาไว้คืออะไร (ตอนแรกตั้งใจวาจะไม่ทำให้เสียบรรยากาศ แต่ผมไม่คิดว่าจะมีคำอรรถาธิบายเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ใดๆจะดีไปว่าบทนำที่ท่านอากาศฯเขียนไว้เอง ฉะนั้นขออภัย)
เหตุใดหนังสือเล่มนี้จึงมีนามว่า 'วิมานทลาย'

ในหมู่คนที่เรารัก - เราชอบ จะมีบ้างสักกี่คนที่จะดีเท่ากับที่เราหวังไว้ว่าเขาควรจะดี มีใครบ้างที่ตั้งใจจะรักษาคำพูด เมื่อได้ให้คำมั่นสัญญากับเราไว้แล้ว เขาจะดีต่อเราได้ก็ต่อเมื่อเขาต้องการจะใช้เรา และในระหว่างนั้น เขาจะยอมให้คำมั่นสัญญากับเราร้อยแปด จะช่วยให้เราเป็นโน่นเป็นนี่-จะช่วยให้พ้นทุกข์ ในเมื่อเราถึงคราวอับจน--ช่วยส่งเสริมให้เราสร้างวิมานบนอากาศไม่เว้นวัน แต่พอถึงเวลาเข้าจริง....เวลาที่เขาจะต้องรักษาคำมั่นสัญญานั้น หรือถึงเวลาที่เราเข้าที่คับขัน-ต้องการความช่วยเหลือจากเขาอย่างที่สุด-เขาลืมเรา กลับเห็นเราเป็นคนรกนัยน์ตา แม้จะหันมามองดูเราสักทีก็ทั้งยาก คำมั่นสัญญาต่างๆที่เคยพูดไว้ก็กลายเป็นอากาศธาตุไปสิ้น วิมานบนอากาศที่เราเคยสร้างไว้ด้วยความเชื่อมั่นของมนุษยธรรมก็พลันพังพินาศลงเป็นผุยผงหาชิ้นดีไม่ได้ นี่คือชีวิตของสามัญชน นิยายต่างๆในหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของชีวิต ดังนั้นจึงเรียกนามร่วมกันว่า 'วิมานทลาย'

"อากาศดำเกิง" (น.1-2)
สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือความรู้สึกแปลกแยก (out of place) ที่ตัวละครหลักแต่ละตัวประสบ การดำรงอยู่ของพวกเขานั้นเป็นเหมือนตัวประหลาดในสังคมที่ตนเองสังกัดอยู่ ความคาดหวังในสังคมและหลักศีลธรรมเป็นการตีกรอบชีวิตของคนเหล่านั้นเอาไว้ โดยไม่เหลือพื้นที่ให้เลือกทางเดินชีวิตอย่างใจหวัง สุดท้ายพวกเขาก็พบกับวิกฤตที่ยากจะหาทางออก

และนั่นก็คือชีวิตของท่านอากาศฯเอง

แน่ละ ปัญหาเช่นนี้ได้ถูกแสดงออกในงานวรรณกรรมทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคมย่ิิอมทำให้คนกลุ่มหนึ่ง (ส่วนใหญ่จะเป็นเป็นกลุ่มใหญ่) หลุดออกไปจากพื้นที่ๆพวกเขามีอยู่ในสังคม ในบริบทของสยาม โครงสร้างทางสังคมก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ย่อมก่อให้เกิดความแปลกแยกอย่างสาหัสสากรรจ์ต่อกลุ่มชนชั้นนำที่ไม่ได้อยู่ใกล้การควบคุมทรัพยากรหลัก จึงได้สะท้อนออกมาในงานร่วมสมัยกันหลายชิ้น (อย่างที่ผมได้เคยกล่าวเอาไว้ในงานของดอกไม้สด)

พอคิดไปคิดมาผมไปนึกถึงเพลงที่ผมชอบมากที่สุดเพลงหนึ่งของวงร็อคอเมริกัน Incubus จึงปิดท้ายด้วยเนื้อร้องที่เป็นดั่งบทกวีของเพลงนี้เอาไว้ก็แล้วกัน
Drive (1999)

Sometimes, I feel the fear of uncertainty stinging clear
And I can't help but ask myself how much I let the fear
Take the wheel and steer
It's driven me before
And it seems to have a vague, haunting mass appeal
But lately I'm beginning to find that I
Should be the one behind the wheel

Whatever tomorrow brings, I'll be there
With open arms and open eyes yeah

Whatever tomorrow brings, I'll be there
I'll be there

So if I decide to waiver my chance to be one of the hive
Will I choose water over wine and hold my own and drive?
It's driven me before
And it seems to be the way that everyone else gets around
But lately I'm beginning to find that
When I drive myself my light is found

Whatever tomorrow brings, I'll be there
With open arms and open eyes yeah

Whatever tomorrow brings, I'll be there
I'll be there

Would you choose water over wine
Hold the wheel and drive

Whatever tomorrow brings, I'll be there
With open arms and open eyes yeah

Whatever tomorrow brings, I'll be there
I'll be there

แม้พรุ่งนี้เกิดอะไรที่ปลายฟ้า
ข้าฯจะอยู่ประจัญหน้าที่ขอบเหว
ด้วยอ้อมแขนด้วยดวงเนตรดั่งไฟเปลว
จะดีเลวขอเลือกตามใจพา

แม้พรุ่งนี้เกิดอะไรที่ปลายน้ำ
ข้าฯจะรุดเร่งล้ำด้วยสองขา
ขอเพียงตนได้กำหนดดวงชะตา
หากแม้นม้วยมรณามิเสียใจฯ