Tuesday, June 2, 2009

การต่อสู้ของนักเขียนอียิปต์

ผมแปลบทความเกี่ยวกับอัลลา อัล อัสวานี นักเขียนอียิปต์ มาจากหนังสือพิมพ์ The Observer วันที่ 31 พ.ค. 2009 เป็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวในวงวรรณกรรมโลก ขอเชิญอ่านครับ

บุรุษผู้เป็นทันตแพทย์ในยามกลางวันและเป็นนักเขียนในยามกลางคืน เขาใช้เวลาหลายปีต่อสู้กับการถูกเซนเซอร์เพื่อจะได้ตีพิมพ์ผลงานของตนเอง ในวันนี้เขาได้กลายเป็นนักเขียนหนังสือขายดีระดับโลก และยังเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบอบที่กดขี่ของประเทศบ้านเกิดตนเองอย่างไม่ไว้หน้าอีกด้วย ราเชล คุกสัมภาษณ์นักเขียนที่ได้รับการยอมรับท่านนี้เกี่ยวกับความรัก การทรมาน และเหตุที่เขายังยึดอาชีพทันตแพทย์อยู่

-------------------------------

อัลลา อัล อัสวานี (Alaa al Aswany) นักเขียนหนังสือขายดีที่สุดในโลกอาหรับเวลานี้ กำลังกลืนกาแฟรอบเช้าอึกสุดท้าย และเงยหัวขึ้นทำกิริยาที่ดูคล้ายกับว่าเขากำลังพึงใจทีเดียว เขากำลังรอจะสูบบุหรี่ด้วย เสียดายที่วันนี้เขาไม่ได้อยู่ที่บ้านในไคโร ที่ซึ่งเขาจะสามารถสูบบุหรี่เมื่อใดก็ได้ที่ต้องการ (คนอียิปต์สูบบุหรี่รวมกัน 19 ล้านมวนต่อวัน) แต่เขาอยู่ในโรงแรมกอร์ ณ เขตเคนซิงตัน นั่นหมายความว่า คงอีกสักพักหนึ่งนั่นละ กว่าเขาจะได้ออกไปสูบบุหรี่ที่ทางเดินด้านนอกโรงแรม

            แต่เขาก็ไม่ได้บ่นแต่อย่างใด-เขามองว่าลอนดอนไม่ได้เลวร้ายไปเสียทีเดียว ผมมักจะมีความรู้สึกถึงเมืองต่างๆ... เขาพูดด้วยภาษาอังกฤษที่ดีเยี่ยมและฟังดูเคร่งขึม เป็นความรู้สึกแบบที่ผู้ชายมีต่อผู้หญิง คือบางคนผมก็รู้สึกรัก แต่บางคนก็ไม่ ลอนดอนเป็นหนึ่งในที่ๆอัสวานีรัก แต่เขาก็บอกว่ามันยังไม่สามารถทำให้เขารู้สึกได้เหมือนที่ไคโร หรือแม้แต่อเล็กซานเดรีย นี่! ผมไม่สามารถแสดงความเป็นวัตถุวิสัยเกี่ยวกับอียิปต์ได้หรอก มันเป็นเพียงความรู้สึกของผมต่ออียิปต์เท่านั้น เมื่อผมอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ผมกลายเป็นคนๆหนึ่งที่มีหลายอย่างเหมือนตัวผมที่แท้จริง แต่ก็ไม่ใช่ตัวผมที่แท้จริงเสียทีเดียว ผมมักเป็นโรคคิดถึงบ้านเสมอ!”

            ในขณะที่เรียนทันตแพทย์ศาสตร์ในชิคาโกสมัยเมื่อสามทศวรรษที่แล้ว เขาเป็นคนที่ชื่นชมความมีประสิทธิภาพของสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก แต่ในระยะยาวแล้ว ทุกอย่างมันกลับเป็นระบบและจริงจังมากเกินไป ในอียิปต์กลับเป็นตรงกันข้าม แต่นั่นก็เป็นเสน่ห์ในตัวเอง สำหรับผมแล้ว อียิปต์เป็นที่ๆยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

            อัสวานีมาโปรโมทหนังสือสองเล่ม อยู่ในลอนดอน เล่มหนึ่ง The Friendly Fire เป็นงานรวมเรื่องสั้น อีกเล่มหนึ่งเป็นนิยายที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางชื่อ The Islam Abd el-Ati Papers โดยหนังสือเล่มนี้ต้องห้ามในอีกยิปต์มามากกว่าทศวรรษแล้ว แต่บัดนี้มันได้รับอิสรภาพนอกบ้านเป็นที่เรียบร้อย

            อัสวานีทนการปฏิเสธหนังสือของเขาจากองค์กรหนังสืออียิปต์ (General Egyptian Book Organization – GEBO) อยู่หลายปี The Islam Abd el-Ati Papers เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายหนุ่มมีการศึกษาผู้ซึ่งได้รับการยอมรับจากตะวันตก แต่กลับถูกกำจัดโดยทรราชและการคอร์รัปชั่นของรัฐอียิปต์-หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกปฏิเสธการอนุญาตให้พิมพ์ พวกนั้นบอกเขาด้วยเหตุผลที่ไม่ชัดเจนนักว่า นิยายเรื่องนี้ดูหมิ่นประเทศอียิปต์ และจะไม่ได้รับการอนุญาตให้ตีพิมพ์ยกเว้นหากเขาตัดสองบทแรกออกไป- ณ เวลานั้นเขารวบต้นฉบับแล้วเดินออกมาทันที และไม่กลับไปอีกเลย

            ในปีค.ศ.2002 นิยายของเขา The Yacoubian Building ซึ่งเกี่ยวกับชีวิตอันเลวร้ายข้นแค้นของผู้อยู่อาศัยในอพาร์ตเมนต์ศิลปะพ้นสมัยเล็กๆกลางเมืองไคโรนั้น ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ทุนต่ำขนาดเล็กแห่งหนึ่งในไคโร หนังสือเล่มนี้ขายหมดเกลี้ยงภายในสี่สัปดาห์ และกลายไปเป็นหนังสือขายดีที่สุดในโลกอาหรับติดต่อกันถึงห้าปี ทำยอดขายได้ 250,000 เล่มในภูมิภาคที่งานวรรณกรรมจะตีพิมพ์แต่ละครั้งอย่างมากก็ 3,000 เล่มเท่านั้น คนที่ได้อ่านแล้วก็บอกต่อ มันโด่งดังกระทั่งมาร์วิน ฮาเหม็ดเอาไปทำภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังมีการนำไปผลิตเป็นละครชุดทางโทรทัศน์ และจนถึงขณะนี้ก็ได้รับการแปลไปกว่า 27 ภาษาแล้ว ในประเทศอังกฤษเองก็มียอดขายถึง 75,000 เล่ม นิยายเล่มต่อมาของเขาชื่อ Chicago ยิ่งโด่งดังไปกว่าเสียอีก จนกระทั่งเขาเขียนบทนำของรวมเรื่องสั้นชุด The Friendly Fire ว่า “[จู่ๆ] สำนักพิมพ์ก็เริ่มกดดันให้ผมส่งอะไรก็ได้ที่ผมเขียนไปให้พวกเขา

            สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ The Yacoubian Building และ Chicago จากการที่มีตัวละครมากมายและบทที่ครอบคลุมประเด็นหลากหลายแล้วล่ะก็ ต้องขอเตือนว่าอย่าได้หวังว่า The Friendly Fire จะให้อะไรแบบเดิมๆอีก-รวมเรื่องสั้นชุดนี้แตกต่างออกไป ทุกเรื่องดูจะหมกมุ่นอยู่กับโทสะและความโมโหโกรธาที่อัสวานีได้สร้างขึ้นมาเป็นของเขาเอง มันเหมือนกับการเปลี่ยนจากเดวิด ลอดจ์มาเป็นเชคอ-ฟอย่างไรอย่างนั้น

            อัสวานียิ้มกว้างเมื่อมีการพูดถึงเรื่องเชคอฟ เรื่องสั้นเป็นชั่วขณะแห่งการรู้แจ้ง เขาบอก ชั่วขณะแห่งการมองเห็น เรื่องมันจะตกลงมาใส่หัวผมเหมือนแอปเปิล แต่นิยาย...ผมเห็นด้วยกับสำนักความคิดหนึ่งที่ว่า เราไม่ได้คิดค้นแต่เราค้นพบนิยาย นิยายมีอยู่แล้วในจิตใจของผมและผมต้องตั้งสมาธิเพื่อดึงมันออกมา แต่สำหรับเรื่องสั้นมันต่างออกไป ผมสามารถได้พลอตของเรื่องสั้นตอนนี้เลย ขณะที่ผมมองหน้าคุณอยู่นี้

            เพราะฉะนั้นเขากำลังทำงานขุดค้นที่ใช้เวลาและสมาธิยาวนานอย่างที่ว่าอยู่หรือเปล่า? แน่นอนครับ! ผมหยุดไม่ได้! ผมนึกถึงนิยายตลอดเวลา ผมรักผู้คน และวรรณกรรมเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการนำเสนอมันออกมา ความทุกข์ของพวกเขาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผม

            อัสวานีมองความสำเร็จของเขาทั้งอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวในด้านหนึ่ง และก็อดแสดงความภาคภูมิใจในอีกด้านหนึ่งไม่ได้ เขาเอารูปถ่ายหน้าของตนเองบนโปสเตอร์ในสถานีรถไฟใต้ดินของปารีสมาโชว์-สิ่งเหล่านี้เป็นดังของขวัญ ที่ว่าเขาสามารถทำเงินในฐานะนักเขียนได้ในประเทศที่กฎหมายลิขสิทธิ์ไม่ต่างอะไรกับกระดาษชำระ และสำนักพิมพ์มักจะไม่ค่อยจ่ายค่าต้นฉบับ (เขาประมาณว่ารายได้ที่เขาได้รับจากนักอ่านชาวอาหรับนั้นพอจะจ่ายค่ากาแฟและค่าบุหรี่ได้เท่านั้น) แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ยังไม่คิดจะเลิกงานทันตแพทย์เช่นกัน

            สังคมเป็นเหมือนอวัยวะส่วนต่างๆมาประกอบกัน คุณต้องติดตามความเป็นไปอยู่เสมอ ดังนั้นผมถึงยังตรวจคนไข้อยู่แม้จะเพียงสองวันต่อสัปดาห์เท่านั้น ผมจะไม่เลิกกิจการคลินิคเป็นอันขาด ผมเปิดร้านเพื่อสังเกตการณ์ชีวิตคนเดินถนน คุณจะลอยตัวอยู่เหนือชีวิตคนธรรมดาไม่ได้ เพราะมันจะเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ในฐานะนักเขียน เมื่อคุณประสบความสำเร็จ คุณจะถูกเชิญโดยคนที่รวยที่สุดหรือมีอิทธิพลที่สุดทุกค่ำคืน แต่นั่นอันตรายมากเพราะมันจะทำให้คุณลืมความสัมพันธ์กับชาวบ้านธรรมดา คุณต้องไม่ลืมความสัมพันธ์เหล่านี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จในเบื้องแรก

            แล้วเขาเป็น เซเลบ ของอียิปต์หรือยัง? ผมขอบคุณสำหรับคำชม...แต่คำว่า โด่งดัง หมายความว่าคนจำคุณได้ แต่คุณจำพวกเขาไม่ได้ ผมว่าความโด่งดังไม่ใช่เรื่องใหญ่ คนที่โด่งดังที่วันๆไม่ได้ทำอะไรเลยก็มีมาก ความชื่นชมคือของขวัญ หากแต่มันหาใช่เกียรติยศไม่ ถ้าให้ผมเลือกระหว่างการมีคนอ่านหมื่นคนที่ชื่นชมในงานผมจริงๆ กับหนึ่งล้านคนที่จำหน้าผมได้ ผมจะเลือกกลุ่มแรก

            อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเขาก็มีปัญหาตามมา อัสวานีเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ต่อต้านประธานาธิบดีมูบารัค เขาเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์ระบอบการปกครอง และเขายังเป็นสมาชิกของกลุ่ม Kifaya (พอได้แล้ว!) ดังนั้นมุมมองที่รัฐมีต่อเขาเป็นอย่างไร ในขณะที่เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก? ผมไม่ได้หวังให้พวกเขารักผม ผมเป็นสมาชิกของกลุ่มที่ต้องการให้ระบอบการปกครองปัจจุบันสิ้นสุดลง แต่ผมรู้จักเจ้าหน้าที่รัฐหลายคนที่ชอบงานของผมเป็นการส่วนตัว แต่พอถึงเวลาพวกงานให้รางวัล บางคนก็มา แต่บางคนก็ไม่ บางครั้งพวกเขาก็โทรมาหาผม บอกว่าชอบงานของผมเป็นการส่วนตัวแต่ไม่สามารถไปร่วมงานมอบรางวัลอย่างเป็นทางการได้

            ชื่อเสียงทำให้เขาปลอดภัยขึ้นไหม? ผมไม่สามารถเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสหายที่ถูกทรมานและทำร้ายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ ผมเพียงถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมงานเปิดตัวของหนังสือ The Yacoubian Building เท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเขียนและความกลัวเป็นสิ่งขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง การเขียนเป็นการแสดงออกเพื่อต่อต้านความกลัว

            เขายังเชื่อว่าประชาธิปไตยกำลังเกิดขึ้นในอียิปต์ และโลกอาหรับทั้งหมดก็จะใช้รูปแบบนี้ ผมจะบอกคุณให้นะ มันอยู่ไม่ไกลแล้ว ผมบอกวันที่แน่นอนไม่ได้ แต่พวกเราเตรียมพร้อมแล้ว ทนายและหมอของเรามีมากจนเกือบเท่าประชากรทั้งหมดของประเทศอาหรับบางประเทศเสียอีก ในโลกตะวันตกมีคนอียิปต์กว่า 180,000 คนที่จบปริญญาเอก

            แต่เขาจะแน่ใจได้อย่างไร? สำหรับสายตาคนต่างชาติแล้ว มูบารัคดูจะไม่ค่อยสนับสนุนประชาธิปไตยเท่าใด มีจำนวนนักโทษที่ต่อต้านรัฐเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ผมอ่านประวัติศาสตร์ของอียิปต์อย่างถี่ถ้วนแล้ว อย่าไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่คนอียิปต์มองมากนัก ก่อนการปฏิวัติค.ศ.1919 เราถูกรุกรานโดยอังกฤษ ผู้นำของเราถูกเนรเทศ ผมอ่านรายงานของทางสถานทูตอังกฤษพบว่าเขาไม่ต้องการให้คนอียิปต์ต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เอาเข้าจริงในวันต่อมา การปฏิวัติที่สำคัญที่สุดในตะวันออกกลางได้เกิดขึ้น!

       เวลานี้มีการประท้วงมากขึ้นบนท้องถนน ทุกคนลุกขึ้นเรียกร้องความเป็นธรรมกันหมด มันเป็นแรงกดดันได้จริงๆและคุณสามารถรู้สึกได้ แม้คุณจะอยู่ฝั่งรัฐบาลก็ตาม

            อย่างน้อยส่วนหนึ่งในความสำเร็จระดับนานาชาติของอัสวานีนั้น น่าจะมาจากการที่นิยายของเขา ซึ่งมีทุกชนชั้นของสังคมอียิปต์ ตั้งแต่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์จนกระทั่งคนรับใช้ งานของเขาได้เปิดเผยความลับและความปรารถนาของตัวละครเหล่านี้ออกมา ทำให้เดอะ นิวยอร์ค ไทม์กล่าวว่า เราได้ ลิ้มรสมหัศจรรย์ ของสังคมอียิปต์ที่น้อยคนจะรู้

            แต่อัสวานีไม่อยากถูกเรียกว่าเป็นนักเขียนอาหรับแต่อย่างใด ผมต่อต้านการนำเสนอวรรณกรรมจากพื้นฐานชาติพันธุ์ ผมอาจจะถูกดันให้มีภาพเป็นนักเขียนอาหรับทีละน้อยๆ แต่ผมอยากนึกถึงตัวเองในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของ สาธารณรัฐวรรณกรรม มากกว่า ประเด็นเรื่องเวลาไม่สำคัญนัก แต่ประเด็นเรื่องมนุษย์สิสำคัญ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องอ่านงานของดอสโตเยฟสกี

            ผมขอใช้คำของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ หน่อยว่า ประเด็นดีไม่ได้สร้างนิยายที่ดี หากแต่นิยายที่ดีต่างหาก ที่ทำให้ประเด็นดูน่าสนใจขึ้นมา

 

---------

เหล่านักเขียนไทยอย่าเพิ่งท้อถอย มีตัวอย่างนักเขียนที่สามารถประสบความสำเร็จในขณะที่ทำงานประจำไปด้วย ตัวอย่างเช่น :

Anthony Trollope (ค.ศ.1815-1882) เป็นพนักงานไปรษณีย์ขณะที่เขียนนิยายที่ดีที่สุดของตนเองไปด้วย เช่น Barchester Towers (ค.ศ.1857)

Kenneth Grahame (ค.ศ.1859-1932) ไต่เต้าขึ้นเป็นเลขานุการของธนาคารแห่งสกอตแลนด์ขณะเดียวกับที่ตีพิมพ์งานจำนวนหนึ่ง ก่อนที่จะเกษียณอายุในปีที่งานชื่อ Wind in the Willows ตีพิมพ์ (ค.ศ.1908)

Franz Kafka (ค.ศ.1883-1924) ทำงานในบริษัทประกันขณะที่เขียนงานวรรณกรรม เช่นงานที่โด่งดังอย่าง Metamorphosis (ค.ศ.1912)

John Mortimer (ค.ศ.1923-2009) ทำงานเป็นทนายความและเขียนนิยายไปด้วย

T S Eloit (ค.ศ.1888-1965) เป็นพนักงานธนาคารขณะที่ตีพิมพ์รวมบทกวีสี่ชุดแรกของเขา และลาออกจากงานในปีค.ศ.1925

Bernard Schlink (ค.ศ.1944-ปัจจุบัน) เป็นศาสตราจารย์ทางนิติศาสตร์และผู้พิพากษา เขียนนิยายออกมา 9 ชิ้น รวมถึงงาน The Reader ในปีค.ศ.1995

Vikas Swarup (ค.ศ.1963-ปัจจุบัน) เป็นรองอธิบดีของอินเดียประจำอยู่ที่อาฟริกาใต้ เขียนนิยายสองเล่ม เล่มหนึ่งคือ Q&A ที่ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง Slumdog Millionaire

 

 

Saturday, May 9, 2009

ข้อคิดจากสองธเนศ

เนื่องด้วยเริ่มคุ้นเคยกับวันหยุดแล้ว ก่อนอื่นผมแนะนำให้ไปบริหารต่อมหัวเราะที่นี่

เอาละ เข้าเรื่องกันสักหน่อยดีกว่า 

พอดีช่วงนี้ผมได้อ่านงานของอาจารย์ธเนศสองท่าน คืออ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอ.ธเนศวร์ เจริญเมือง แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

จึงมีข้อคิดจากสองธเนศมาฝาก ใ นอันจะสะท้อนสภาวะการเมืองไทยปัจจุบันโดยมองลึกไปในประวัติศาสตร์ :

อาจารย์ธเนศเขียนในหนังสือ ความคิดการเมืองไพร่กระฎุมพีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (สำนักพิมพ์มติชน, 2547) ในบทที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงจาก "มนุษย์" มาสู่การเป็น "พลเมือง" ในวาทกรรมทางการเมืองไทย โดยได้สรุปเอาไว้ในย่อหน้าสุดท้ายของบทว่า
...หากเทียบกับความคิดสิทธิมนุษยชนที่มีฐานและพัฒนาการจากตะวันตก ที่เรียกว่าลัทธิเสรีนิยม แนวคิดสิทธิมนุษยชนไทยในประวัติศาสตร์มาถึงสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีลักษณะเด่นที่การเน้นในสิทธิของรัฐและกลไกของรัฐมากกว่าการให้อำนาจและเสรีภาพแก่ปัจเจกบุคคลและกลุ่มบุคคลนอกรัฐบาล อำนาจสูงสุดยังเป็นของรัฐบาลและศูนย์กลางอยู่เช่นเคย การรวมศูนย์การปกครองและการบริหารจัดการเป็นทิศทางหลักที่ดำเินินต่อมาอีกนาน สิทธิพื้นฐานต่างๆของประชาชนโดยเฉพาะในชนบทท้องถิ่นยังถูกละเลยและถูกกดขี่เอาเปรียบจากรัฐและราชการไปถึงภาคเอกชน สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองถูกจำกัดลิดรอนมาเป็นเวลายาวนาน แม้จะมีการสลับกับการเปิดให้มีเสรีภาพบ้างก็เป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่ไม่ีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในระบบและโครงสร้างทางการเมืองที่แท้จริง แนวคิดและการปฏิบัติของสิทธิมนุษยชนไทยที่ผ่านมาจึงอาจเรียกได้ว่า เป็นสิทธิมนุษยชนภายใต้อุดมการณ์ลัทธิ "เสรีนิยมแบบอาญาสิทธิ์" (liberal absolutism)
ผมคงจะไม่ต้องสรุปความอะไรให้เวิ่นเว้อ ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เรากำลังประสบอยู่ ณ เวลานี้ มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของมัน มันอาจจะเป็นการผิดมหันต์หากเรามองเพียงปรากฏการณ์ที่อยู่ตรงหน้า (จอทีวี) แล้วก่นด่าอย่างสาดเสียเทเสีย ว่าไอ้พวกคนจัญไรมาทำร้ายบ้านเมือง หรือไปเข้าร่วมกลุ่ม "หยุดทำร้ายประเทศไทย" โดยมองคนทั้งสองสีเป็นพวกนักเลงหัวไม้เท่านั้น 

ผมจะบอก "พวกคนขวัญอ่อน" ให้นะครับ ไม่มีใครเดินเอาไม้เข้าไปตีหัวอีกคนโดยไม่มีเหตุผลหรอกครับ หากคุณจะเริ่มประนามคนอื่น (ในขณะเดียวกันก็ยกสถานะตนเองเป็น "ผู้ไม่ได้ทำร้ายประเทศไทย" ไปโดยปริยาย) อย่างน้อยก็เริ่มต้นทำความเข้าใจเสียหน่อยเถิดครับ ว่าพลเมืองร่วมชาติของคุณเขาต้องการ "สื่อ" อะไรออกมา 

ในขณะเดียวกันอ.ธเนศวร์ ก็ได้เขียนบทความลงเวบประชาไท ที่นี่ ได้อย่างทันเวลา โดยจากบทวิเคราะห์ครอบคลุมช่วงเวลาค่อนข้างยาว ผมจะยกมาบางส่วนในการที่จะสอดคล้องกับประเด็น 
...รัฐรวมศูนย์อำนาจในสมัยรัชกาลที่ พัฒนาขึ้นเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป (Over- centralized state) ในสมัยรัชกาลที่ เนื่องจากนโยบายของผู้นำคือต้องการให้เกิดความเป็นอัน หนึ่งอันเดียวกันในทุกๆด้านทั่วประเทศ ยิ่งทำให้ท้องถิ่นสูญเสียอำนาจมากขึ้น ศาสนาและการศึกษาต้องขึ้นต่อส่วนกลาง ภาษาพูดภาษาเขียนในท้องถิ่นถูกยกเลิก วัฒนธรรมประเพณี ศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมท้องถิ่นถูกครอบงำโดยส่วนกลางมากขึ้นๆเป็นลำดับ...
...การสถาปนาระบบราชการแผ่นดิน 3 ส่วนคือส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นในปี พ.ศ. 2476 ทำให้ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคสามารถเข้าครอบงำส่วนท้องถิ่นที่อ่อนแอได้อย่างสิ้นเชิง ขณะที่รัฐไทยตั้งแต่สมัย พ.ศ.2475 เป็นต้นมายังคงดำเนินนโยบายการบริหารประเทศแบบรวมศูนย์อำนาจที่มากเกินไปแบบสมัยรัชกาลที่ ต่อไป...

...ผลพวงของการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ทำให้เกิดการสถาปนาองค์กรปกครองท้องถิ่นคือเทศบาล ในเขตเมือง (พรบ. เทศบาล พ.ศ. 2476) แต่เนื่องจากขาดการส่งเสริมเศรษฐกิจภาคเมืองอย่างจริงจัง ระบบการศึกษายังคงเป็นแบบเก่าคือสอนให้คนเป็นข้าราชการ ไม่ใช่ให้เป็นพลเมือง นักธุรกิจจึงอ่อนแอ ขาดพลังอิสระ วัดถูกอำนาจรัฐครอบงำ ขณะที่ระบบราชการส่วนภูมิภาคควบคุมการบริหารทุกด้านในเขตทั้งจังหวัด เทศบาลจึงอ่อนแอ และไม่สามารถสร้างพลังประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่นได้ ส่วนในชนบท ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่เคยมีการส่งเสริมให้เกิดการปกครองตนเอง มีแต่การเลือกตั้งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่พอได้รับเลือก ก็ครองตำแหน่งแบบข้าราชการไปจนเกษียณ ประชาชนไม่เคยได้เรียนรู้และมีส่วนใดๆในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตนเอง...

...สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกเมื่อปัจจัยภายนอกมีบทบาทอีกครั้งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2482-2488) เมื่อสหรัฐขยายบทบาทเข้ามาสร้างรัฐไทยให้เป็นรัฐเผด็จการทหารตั้งแต่ พ.ศ. 2490 เป็นต้นมาเพื่อต่อต้านการขยายตัวของอุดมการณ์สังคมนิยมในจีนและอินโดจีน ทำให้ระบอบเผด็จการทหารของไทยเติบใหญ่อย่างต่อเนื่องนานถึง 26 ปี (พ.ศ. 2490-2516) ระบบราชการทหาร-ตำรวจและพลเรือนได้รับการพัฒนาให้เติบใหญ่เพื่อรับใช้นโยบายปราบคอมมิวนิสต์กลไกรัฐยิ่งเติบใหญ่เพื่อให้รับใช้ระบอบเผด็จการทหาร อันเกิดจากทั้งเงินช่วยเหลืออัดฉีดของสหรัฐและรายได้จากการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมแห่งชาติเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 ขณะที่ระบอบประชาธิปไตยถูกทำลายอย่างหนัก ไม่มีการสร้างพรรคการเมือง ประชาชนไม่มีสิทธิชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือจัดตั้งชมรม องค์กร ไม่มีสภาผู้แทนที่เป็นปากเสียงของประชาชน ฯลฯ...

...ในเมื่อรัฐเป็นเผด็จการทหารและรวมศูนย์อำนาจ การปกครองท้องถิ่นจึงอ่อนแอในทุกๆด้าน การปกครองท้องถิ่นเป็นเพียงสถาบันในนามที่มีไว้อวดเวลาต่างชาติมาเยี่ยมดูงาน ในความเป็นจริง นั่นคือแหล่งหารายได้เพิ่มของข้าราชการกระทรวงต่างๆโดยเฉพาะมหาดไทย เทศบาล สภาตำบล และอบจ. ถูกครอบงำโดยข้าราชการส่วนภูมิภาคและส่วนกลางอย่างเกือบสิ้นเชิง เช่น กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่ดำรงตำแหน่งจนมีอายุ 60 ปีควบคุมสภาตำบล, นายอำเภอเป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลโดยตำแหน่ง, นายกเทศมนตรีถูกครอบงำโดยนายอำเภอและผู้ว่าฯ และผู้ว่าฯเป็นนายก อบจ. โดยตำแหน่ง บุคลากรองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวง มหาดไทย แทนที่จะได้รับการสอบคัดเลือกในท้องถิ่นและต้องขึ้นต่อท้องถิ่น ฯลฯ...
...รัฐรวมศูนย์ของไทยนับแต่ พ.ศ. 2504 เป็นต้นมาจึงพัฒนาขึ้นเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจที่แยกส่วน (Fragmentedly centralized state) หมายความว่าแต่ละกระทรวงต่างมีอำนาจของตนเองควบคุมสายงานของตนทุกระดับตั้งแต่ส่วนกลางถึงระดับหมู่บ้าน-ตำบล อำนาจอยู่ที่กรมซึ่งคุมงบประมาณทั้งหมดและโครงการต่างๆแต่ละปี เนื่องจากข้าราชการจากแต่ละกระทรวงมีฐานะเท่ากันในแต่ละจังหวัด รวมทั้งผู้ว่าฯ แต่ละกรมจึงต่างคนต่างทำ ผู้ว่าฯที่ว่าเป็นพ่อเมือง ที่จริงเป็นเพียงชื่อ แต่ในทางปฏิบัติเป็นเพียงผู้ประสานงาน ไม่อาจแก้ไขปัญหาใหญ่ๆของจังหวัดได้เพราะงานแต่ละสายขึ้นอยู่กับแต่ละกระทรวง ไม่อาจบังคับบัญชาข้าราชการที่สังกัดกรมและกระทรวงอื่นๆ ประกอบกับการโยกย้ายข้าราชการทุกๆ 2-4 ปี การบริหารจังหวัดจึงไม่เคยมีงานต่อเนื่อง ปัญหาต่างๆของแต่ละจังหวัดจึงทับถมขึ้นเรื่อยๆ...
อ.ธเนศวร์มาสรุปรวบยอดเอาไว้สั้นๆครับ 
...ปัญหาใหญ่ ประการของระบบการเมืองการปกครองของประเทศนี้ก็คือความไม่เป็นประชาธิปไตยและการรวมศูนย์อำนาจมากเกินไปซึ่งสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก...
คงจะไม่ต้องเขียนอะไรกันมากหรอกครับ เพียงอยากเตือนสติเหล่า "คนขวัญอ่อน" ทั้งหลาย ว่าถ้าไม่อยากให้ลูกหลานของท่านขวัญอ่อนเหมือนท่าน ช่วยกรุณาใช้เวลาขบคิด ก่อนจะออกมาประกาศว่า 

"เฮ้ย กูไม่ได้เป็นคนทำร้ายประเทศว่ะ ขอโทษ!"

Sunday, April 26, 2009

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้?

มีบทแปลจากหนังสือพิมพ์ the guardian ของผมมาฝากกัน เป็นบทปริทรรศน์หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โดยจอห์น เกรย์ ขอเชิญอ่านครับ

------------

มีตลกสมัยโซเวียตว่า รัสเซียเป็นประเทศเดียวที่อดีตนั้นคาดเดาไม่ได้ เมื่อหัวหน้าตำรวจลับนามลาฟเรนติ เบอเรียถูกยิงในปีค.ศ.1953 มีคำสั่งไปยังห้องสมุดต่างๆให้ตัดหน้าที่เกี่ยวข้องกับเขาในสารานุกรมโซเวียตออกให้หมด และให้ขยายข้อมูลส่วนที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบแบริ่งให้มากขึ้น เพราะฉะนั้นสำหรับประวัติศาสตร์ฉบับทางการของโซเวียต คนชื่อเบอเรียไม่มีอยู่ และประวัติศาสตร์เหตุการณ์ที่เขามีส่วนร่วมก็ต้องถูกเขียนใหม่ทั้งหมด

อดีตของสหภาพโซเวียตถูกแก้ไขอยู่บ่อยๆ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของอำนาจและการผลัดเปลี่ยนของพรรคการเมืองที่ขึ้นสู่อำนาจ อย่างไรก็ตามการเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่กับรัฐเผด็จการเท่านั้น หากแต่มันเกิดได้ในการปกครองทุกรูปแบบ ไม่เว้นประชาธิปไตยเสรีนิยม มาร์กาเร็ต แมคมิลเลียน ยกตัวอย่างประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองของเชอร์ชิลที่ว่า เป็นงานชั้นครูที่ครอบคลุมเนื้อหากว้างขวาง แต่ก็มิวายข้ามประเด็นที่อิหลักอิเหลื่อ ไม่มีการพูดถึงการอภิปรายของคณะรัฐมนตรีในเดือนพฤษภาคมค.ศ.1940 เมื่อประเด็นเรื่องการแสวงหาสันติภาพด้วยการไกล่เกลี่ยของมุสโสลินีได้รับการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อน โชคยังดีสำหรับอนาคตของอารยธรรมเมื่อความคิดเรื่องการสมานสันติภาพกับนาซีถูกปฏิเสธไปและเชอร์ชิลยังอยู่ในตำแหน่ง แต่ที่เขาอ้างว่าเรื่องดังกล่าวไม่เคยถูกนำมาถกเถียงอย่างจริงจังนั้นตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริง เพราะหากการตัดสินใจเรื่องการทำสงครามเป็นไปในอีกทางหนึ่ง ประวัติศาสตร์โลกหลังจากนั้นคงดำเนินไปคนละทาง

ประวัติศาสตร์ทางการที่เสนอภาพเกินจริงของความสมานฉันท์ในอังกฤษในปีค.ศ.1940 เป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายๆตัวอย่างที่แมคมิลเลียนพูดถึง แต่มันก็จับเอาแก่นของข้อสรุปที่เกิดขึ้นจากหนังสือที่ดีและจุดประกายความคิดเล่มนี้ ในขณะที่มีมุมมองต่ออดีตแตกต่างกันอยู่เสมอ เราไม่ได้ลอยอยู่ในทะเลแห่งความสัมพัทธ์ เพราะมันมีข้อเท็จจริงที่นักประวัติศาสตร์สามารถสถาปนามันขึ้นเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวได้ อย่างที่แมคมิลเลียนได้เขียนเอาไว้ว่า ความทรงจำไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับการเลือกเท่านั้น แต่มันสามารถถูกปรับแต่งได้  ยกตัวอย่างเช่นเมื่อดีน อัชชีสันเขียนบันทึกความทรงจำถึงคราวที่นั่งอยู่ในห้องทำงานของประธานาธิบดีรูสเวลท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคอร์เดล ฮัล ในวันหนึ่งของปีค.ศ.1941 เมื่อสหรัฐฯเริ่มหยุดการเคลื่อนไหวทรัพย์สินของญี่ปุ่นและขยับเข้าใกล้การประกาศสงครามมากยิ่งขึ้น เมื่อเลขานุการของอัชชีสันตรวจสอบบันทึกดูก็พบว่า ฮัลไม่ได้อยู่ในวอชิงตันในวันดังกล่าว แน่นอนว่าความทรงจำเชื่อถือไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้ความจริงไม่ได้

การนำเสนอข้อมูลผิดทั้งด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจนั้น ไม่ได้เป็นเพียงวิธีการเดียวที่ประวัติศาสตร์จะถูกบิดเบือน การเปรียบเทียบเหตุการณ์ที่แตกต่างว่าเหมือนกันอย่างเข้าใจผิดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สิ่งนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อมีความต้องการสร้างความชอบธรรมในการเข้าร่วมความขัดแย้งที่สุ่มเสี่ยง แอนโธนี อีเดนทำผิดพลาดเมื่อไปบอกว่าการป้องกันคลองสุเอซจากการที่อียิปต์จะเข้าเป็นเจ้าของในปีค.ศ.1956 เหมือนการต่อต้านฮิตเลอร์ที่มิวนิค ในขณะที่ผู้สนับสนุนสงครามอิรักพร้อมที่จะมองซัดดัม ฮุสเซนว่าเป็นภัยต่อสันติภาพโลกเท่ากับฮิตเลอร์ ไม่ว่าผู้นำทั้งสองจะทำบาปไปมากเท่าใด พวกเขาไม่ได้มีทรัพยากรทางอุตสาหกรรมและทางการทหารมากเท่าที่ฮิตเลอร์มี หรือไม่ได้มีอุดมการณ์ถึงในระดับโลก การเปรียบเทียบความเหมือนที่ผิดเช่นนี้เกิดขึ้นในรัฐประชาธิปไตยเสรีนิยมได้เท่าๆกับรัฐเผด็จการ

แมคมิลเลียนเป็นนักประวัติศาสตร์ชั้นยอดที่ทำงานอย่างหนักในหัวข้อที่หลากหลายตั้งแต่การประชุมสันติภาพที่ปารีสในปีค.ศ.1919 ไปจนกระทั่งถึงนิกสันกับประเทศจีน เธอเป็นนักประวัติศาสตร์ที่มีพรสวรรค์ และเรื่องราวที่เธอเขียนก็สามารถเข้าถึงได้อย่างไม่ยากเย็น ข้อฝากของเธอที่ว่า เราคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปรับแต่งอดีตในขณะที่เรากำลังสร้างอนาคตได้ แต่จงกระทำอย่างระมัดระวังและอย่างมีมนุษยธรรม นั้นเหมาะสมสำหรับนักการเมืองมากทีเดียว แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เพียงนักการเมืองเท่านั้นที่บิดเบือนอดีต มันรวมถึงนักประวัติศาสตร์ด้วย แมคมิลเลียนได้กล่าวว่า วลาดิเมียร์ ปูตินให้การสนับสนุนการเขียนประวัติศาสตร์ฉบับ รักชาติ ในหนังสือที่จะใช้ในสอนห้องเรียน โดยลดเรื่องราวอาชญากรรมของสตาลินและเน้นเรื่องบทบาทของเขาในการทำหน้าที่ป้องกันประเทศแทน พูดอีกอย่างก็คือ ปูตินบิดเบือนประวัติศาสตร์เพื่ออำนาจนั่นเอง จากอีกมุมหนึ่ง นักประวัติศาสตร์รัสเซียก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านักประวัติศาสตร์ตะวันตกทำผ่านมารุ่นแล้วรุ่นเล่า นั่นก็คือการให้ความสำคัญกับจำนวนคนที่ตายในช่วงสตาลินน้อยอย่างน่าใจหาย

เมื่อโรเบิร์ต คอนเควสต์ พิมพ์หนังสือของเขาที่เกี่ยวกับเกรท เทอร์เรอ (the great terror) ในปีค.ศ.1968 จำนวนตัวเลขคนตายที่เขานำเสนอถูกโจมตีว่ามากเกินไป จริงๆแล้ว เขากล่าวต่อไปอีกว่า ตัวเลขดังกล่าวถือว่าอาจน้อยกว่าความจริงด้วยซ้ำ จากการที่ถือว่าสหถาพโซเวียตในท้ายที่สุดแล้วเป็นระบอบที่ก้าวหน้า นักประวัติศาสตร์ตะวันตกหลายคนลังเลที่จะกล่าวถึงจำนวนชีวิตที่ต้องจ่ายเพื่อคอมมิวนิสต์ การหลีกเลี่ยงหรือลังเลที่จะไม่พูดถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์เช่นกัน เพราะมันคือการปล่อยปะละเลยความเข้าใจผิดอย่างไร้ความรับผิดชอบ     

           

จากหนังสือพิมพ์ the guardian 19 เม.ย. 2009 

Thursday, April 23, 2009

ข่าวฝาก

มีเพื่อนฝากข่าวประชาสัมพันธ์ครับ

---------------

วัดขนอนหนังใหญ่

ผมมีได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเทศกาลนี้มานานพอสมควรแล้วล่ะครับเกี่ยวกับหนังใหญ่ของวัดขนอน
จนมากระทั่งวันนี้ได้หาเวลาว่างที่จะปลีกตัวไปเยี่ยมชม เทศกาลนี้ได้สักทีในสุดสัปดาห์นี้ แต่ก่อนอื่นเลย
ผมอยากจะแนะนำเกี่ยวกับ หนังใหญ่วัดขนอนให้ผ้อ่านได้ทราบก่อนครับ

หนังใหญ่ 
หนัง ใหญ่ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมไทย ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นการแสดงชั้นสุง เป็นการแสดงที่รวมศิลปะที่ทรงคุณค่าหลายแขนง ได้แก่ ด้านศิลปะการออกแบบลวดลายไทยเชิงจิตกรรมที่มีความวิจิตรบรรจง ผสมกับฝีมือช่างแกะสลักที่ประณีต เมื่อแสดงก็จะมีการนำศิลปะทางนาฏศิลป์การละคร ที่เคลื่อนไหวได้อารมณ์ตามเนื้อเรื่อง ประกอบกับบทพากย์ บทเจรจา บทขับร้อง ดนตรีปี่พาทย์ ทำให้เกิดความเข้าใจในเเรื่องราว และให้อถรรถรสทางศิลปะแก่ผู้ชมได้อย่างสมบูรณ์ การแสดงหนังใหญ่จึงมีคุณค่าทางศิลปะสูง และแสดงถึงอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษไทยได้เป็นอย่างดี

ประวัติความเป็นมาของหนังใหญ่
มหรสพ ที่เก่าแก่ของไทยนี้ กล่าวกันว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่หลักฐานการแสดงหนังใหญ่เริ่มมี สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) นับเป็นมหารสพที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ในสมัยรัตนโกสินทร์ปรากฏหลักฐานในการแสดงหนังใหญ่ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ร.1) ว่าทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนา เพื่อใช้แสดงเพิ่มขึ้นจากเรื่องรามเกียรติ์ สมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.2) มีหลักฐานการสร้างตัวหนังใหญ่และบทวรรณคดีที่ใช้ในเรื่องรามเกียรติ์ ใช้แสดงหนังใหญ่ชุดพระนครไหว ซึ่งต่อมาได้มีการนำมาเก็บไว้ ณ โรงละครแห่งชาติหลังเก่า แต่ถูกไฟไหม้เกือบหมด สมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) พบการทำหนังใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ จ.สิงห์บุรี และหนังใหญ่วัดขนอน จ.ราชบุรี
ประวัติหนังใหญ่วัดขนอน
หนังใหญ่วัดขนอน ได้มีการสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ผู้ริเริ่มในการแกะสลักตัวหนังคือ ท่านพระครูศรัทธาสุนทร (หลวงปู่กล่อม) เกิดปีวอก พ.ศ.2391 มรณภาพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2485 รวมอายุได้ 95 ปี ท่านมีความคิดที่จะสร้างหนังใหญ่ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม จึงได้ชักชวนครูอั๋ง ช่างจาด ช่างจ๊ะ และช่างพ่วง มาร่วมกันสร้าง ชุดแรกที่สร้างคือ ชุดหนุมานถวายแหวน ต่อมาได้สร้างเพิ่มอีกรวม 9 ชุด ปัจจุบันมีตัวหนัง 313 ตัว นับเป็นสมบัติวัดที่ได้ร่วมรักษาสืบทอดกันมาเป็นเพียงวัดเดียวที่มีมหรสพ เป็นของวัด มีตัวหนัง และคณะหนังใหญ่ที่สมบูรณ์อยุ่ในความอุปถัมป์ของวัดสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

การอนุรักษ์
วัดขนอน มีส่วนสำคัญยิ่งต่อการอนุรักษ์หนังใหญ่ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทางวัได้ร่วมกับภาครัฐและเอกชน ในการนำหนังใหญ่วัดขนอนนี้ไปแสดงเผยแพร่ยังที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้วหลายครั้ง ในปีพ.ศ.2532 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์อุปถัมภกมรดกไทย ทรงเห็นคุณค่าในการแสดงและศิลปะหนังใหญ่ ทรงมีพระราชดำริให้ทางวัดช่วยอนุรักษ์หนังใหญ่ทั้ง 313 ตัว และจัดทำหนังใหญ่ชุดใหม่ขึ้นแสดงแทน โดยมีมหาวิทยาลัยศิลปากรรับผิดชอบงานช่างจัดทำหนังใหญ่ทั้งหมด ได้นำหนังใหญ่ชุดใหม่ที่สร้างนี้ทูลเกล้าถวาย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2538 ณ โรงละครแห่งชาติ และทรงพระราชทานให้ทางวัดขนอนนำมาใช้ในการแสดงต่อไป
ปัจจุบัน ทางวัดได้จัดพิพิธภัณฑ์สถานแสดงนิทรรศการหนังใหญ่ เปิดให้ประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมชมศึกษา พร้อมทั้งการสาธิตการแสดงหนังใหญ่ ตลอดจนการฝึกเยาวชนให้เรียนรู้และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้ครบ ทุกกระบวนการ เพื่อสนองโครงการตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สืบต่อไป 

หนังใหญ่วัดขนอดได้รับรางวัลจากยูเนสโก
คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรมของยูเนสโกประกาศให้ "การสืบทอดและฟื้นฟูหนังใหญ่วัดขนอน" ได้รับรางวัลจาองค์กรการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) และได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่นของโลกที่มีผลงานในการอนุรักษ์ฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมเชิงนามธรรม โดยเมือวันที่ 8-11 มิถุนายน 2550 องค์กร ACCU (Asia - Pacific Cultural Centre for UNESCO) ได้จัดมอบเหรียญรางวัล เกียรติบัตรและการสัมนาและกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ระหว่างผู้แทนชุมชนต่าง ๆ ที่ได้รับรางวัล และบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรมและคณะกรรมการของยูเนสโก ณ โรงแรมโตเกียวไดอิชิ เมืองซึรุโอกะ จังหวัดยามากาตะ ประเทศญี่ปุ่น
พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน เปิดบริการให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. - 17.30 น. 
เปิดให้ชมการแสดงหนังใหญ่ ณ โรงแสดงหนังใหญ่วัดขนอน ทุกวันเสาร์ เวลา 10.00 น. -11.00 น.
งานเทศกาลหนังใหญ่วัดขนอน จัดในวันที่ 13.14 เมษายน ของทุกปี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.032-233386 มือถือ 081-7531230 โทรสาร. 032-354272

การเดินทาง

รถยนต์ส่วนตัว ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่าน จ.นครปฐม ขับตรงไปทางจ.ราชบุรี จะลอดใต้สะพานลอยที่จะไป จ.กาญจนบุรี จะผ่านสหกรโคนมหนองโพธิ์ จะพบสะพานลอยข้ามสี่แยกบางแพไปยัง จ.ราชบุรี (ไม่ต้องขึ้นสะพานลอย) ให้ชิดซ้าย จากนั้นจะพบไฟแดง ให้เลี้ยวขวาเพื่อไปยัง อ.โพธาราม ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3080 ขับมาประมาณ 5.4 กม. จะข้ามสะพานแม่น้ำแม่กลอง จากนั้นจะพบสามแยก (แยกซ้ายไปทางวัดเขาช่องพราน แยกขวาไปวัดขนอน) ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3089 ขับเข้าไปอีกประมาณ 2.5 กม. จะพบวัดขนอน ติดถนนทางด้านขวามือ
รถโดยสารประจำทาง มีรถโดยสารปรับอากาศของบริษัทโพธารามทัวร์ จำกัด ออกเดินทางจากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 6.30-19.30 น. อัตราค่าโดยสารคนละ 55 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-4355036