Tuesday, February 2, 2010

ซาลินเจอร์ สงครามชีวิตและไฟไหม้น้ำ


ตั้งชื่อโพสต์ผสมปนเปกันอย่างนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์อย่างอื่น นอกเสียจากจะเล่าถึงประสบการณ์การอ่านเท่านั้นละครับ

ผมไม่มีเวลาจะได้นั่งละเลียดงานวรรณกรรมเท่าไหร่เลยในช่วงนี้ เอาเป็นว่าจะแค่เล่า้สู่กันฟังก็แล้วกัน


ผมเคยอ่านงานของเจ ดี ซาลินเจอร์เพียงงานเดียวเท่านั้นละครับ หนีไม่พ้น The Catcher in the Rye (1951) ซึ่งก็คงเหมือนใครๆที่อยากจะเริ่มอ่านงานของเขา

แต่ที่สำคัญกว่านั้น ในความทรงจำของผม นั่นคือหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกที่ผมอ่านจนจบตั้งแต่ตัวอักษรแรกยันตัวสุดท้าย

ผมจำได้ว่าซื้อหนังสือเล่มนี้จากศูนย์หนังสือจุฬาฯ สยามฯ (ชั้นลอยจะเป็นหนังสือภาษาอังกฤษ) ด้วยเงินเก็บของตัวเิอง ไม่แน่ใจว่าสำนักพิมพ์อะำไร ปกขาวล้วน

เหตุผลหนึ่งที่เลือกก็เพราะเล่มมันบางดี เปิดอ่านไปหน้าสองหน้าแล้วก็พอเข้าใจ

ผมใช้เวลาไม่นานนักนั่งอ่านจนจบ แล้วก็รู้สึกว่าหนังสืออ่านง่ายดี ไม่ได้ใช้ศัพท์แสงอะไรยากเย็นนัก

ไม่รู้มาก่อนเลยว่างานชิ้นนี้ำโด่งดังแค่ไหน และไม่รู้ว่ามันไปเป็นแรงบันดาลใจในการสังหารศิลปินใหญ่ (ขอเสริมตรงนี้นิดหนึ่ง : คือผมคิดว่าการโปรยคำขายหนังสือประเภทว่า "หนังสือที่เป็นแรงบันดาลใจของฆาตกรที่ฆ่าจอห์น เลนนอน" หรืออะไรเทือกนี้ เป็นวิธีทางการขายที่งี่เง่า ไร้ความรับผิดชอบ การพยายามเพิ่มยอดขายโดยสร้างภาพหนังสือเล่มนี้ให้เป็นเช่นนั้น ยิ่งจะปิดโอกาสให้เกิดการตีความใหม่ๆ [อันที่จริงงานของทรูแมน คาโพทีเองก็ถูกอ่านโดยฆาตกรเช่นกัน] ถ้าอย่างนั้นเราโฆษณาหนังสือที่นายพลบางคนชอบอ่านแล้วโฆษณาว่า "หนังสือที่เป็นแรงบันดาลใจของการสังหารหมู่" อะไรแบบนี้ดีไหม?)

เมื่อรู้ข่าวการตายของซาลินเจอร์ ผมจึงนึกถึงเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา ก็เท่านั้น...


เรื่องต่อมาผมเพิ่งอ่าน สงครามชีวิต งานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของศรีบูรพาจบไป (พิมพ์ครั้งที่แปด กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์กอไผ่, 2522 พิมพ์ครั้ืงแรกปีีัพ.ศ.2475) ซึ่งว่ากันว่างานชินนี้ได้ีรับอิทธิำพลมาจากงาน Poor Folk ของดอสโตเยฟสกี

ฉบับพิมพ์ครั้งที่แปดมีแุถมบทวิจารณ์ของรุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชนด้วย ก็ทำให้ได้รู้บริบทอยู่บ้างพอสมควร

ถ้าจะให้พูดอะไรบ้างก็อยากบอกแค่ว่า อยากรู้เหลือเกิน หากเรื่องดำเนินต่อไป ระพินทร์จะทำอย่างไร และเพลินจะกลับมาหาเขาหรือไม่

แต่จบเท่านั้นก็ได้ประเด็นครบถ้วนแล้วละครับ


เรื่องสุดท้ายเพิ่งอ่านจบไปเมื่อครู่นี้เอง รวมเีีิรื่องสั้น ไฟไหม้น้ำ ของราชามนัส จรรยงค์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, 2518 ราคาสิบบาทในสมัยนั้น)

ยิ่งอ่านงานแก ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าแกนำสมัย ส่วนเรื่องประสบการณ์ รายละเอียดก็เป็นจุดแข็งของแกอยู่แล้ว

เรื่องส่วนในชุดนี้เป็นชีวิตของคนต่างจังหวัดล้วนๆ ไำ้ด้อารมณ์มาก ภาษาเดี๋ยวนี้ก็ต้องบอกว่้า "บ้านๆ" มาก ผมว่าเ้ด่นกว่างานรวมเรื่องสั้นบางชุด (ไม่รวมชุด "จับตาย") ด้วยซ้ำไป

เพิ่งรู้ว่า "นั่งตูบ" หมายความว่าอะไรวันนี้เอง

Saturday, January 16, 2010

ส.ค.ส.ปีใหม่


"ปีใหม่ฝรั่ง" หรือ "ปีใหม่สากล" เวียนมาถึงอีกครั้ง เห็นตามธรรมเันียมจะมีการส่งความสุขกันด้วยข้อคิดดีๆ (?) โดยเฉพาะจากบุคคลสำคัญทั้งหลาย


โดยการให้ข้อคิดในช่วงปีใหม่ ได้กลายไปเป็นหน้าที่สำหรับกลุ่มคนที่มีทุนทางสังคมมหาศาลช่วยชี้แนะชาวไทยให้ปฏิบัติตนอย่างถูกต้องตาม "ศีลธรรม" ชุดหนึ่งที่เป็นหลักควบคุมสังคมไทยเอาไว้


"บ้านเขตดุสิต" จึงขอตามกระิแสไปด้วยคนหนึ่้ง แม้จะตระหนักว่าไม่มีทุนทางสังคมใดๆเทียบเหล่าท่านผู้ซึ่งมากด้วยบารมี แต่จะขอเสือกส.ค.ส นี้ไปถึงคนธรรมดาๆ ที่เชื่อว่าเรามีความเท่าเทียมกันตามปรัชญาพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย (แม้จะมีคนไม่เชื่อก็ตาม)


พอดีัช่วงเวลานี้อ่านนิตยสารเป็นนิตย์ แต่ไม่ได้เป็นนิตยสารของปัจจุบัน เป็นสิ่งพิมพ์ที่อ่านแล้วสนุกมาก และหาอ่านได้ยากด้วย นั่นก็คือ จดหมายเหตุสยามไสมย ของหมอสมิธ นั่นเอง (สำนักพิมพ์ต้นฉบับนำมาพิมพ์เพื่อรักษาเอาไว้ หน้าปกหนังสวยงาม นับเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่ดีเยี่ยม โดยมีทั้งหมดสามเล่ม เล่มแรกเป็นต้นฉบับเล่ม ๑ และ ๒ รวมกัน ซึ่งเป็นจดหมายเหตุฯที่พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๕-๖ เล่มสองเป็นต้นฉบับเล่ม ๓ (พ.ศ.๒๔๒๗) และเล่มสุดท้ายเป็นต้นฉบับเล่ม ๔ (พ.ศ.๒๔๒๘) โดยแรกเริ่มพิมพ์เป็นรายเดือนในปีแรก ปีต่อมาเป็นรายปักษ์ และรายสัปดาห์ตามลำดับ)

พอดีในฉบับหนึ่งมีลงนิทาน "คำเปรียบด้วยตัวฬา" ลงในเล่มที่ ๑ แผ่นที่ ๑๑ หน้า ๑๑ (ตัวเลขเป็นมงคลอย่างนี้ ซื้อหวยได้เลย อ้อ! ต้องรีบๆนะครับ เขาจะให้เลิกมีหวยแล้ว)

ก็ขอลักมาเป็นส.ค.สเสียเลย (สะกดตามต้นฉบับ)
มีคนช่างทำแป้งเข้าสาลีคนหนึ่ง กับบุตรชายคนหนึ่ง ได้ไล่ฬ่าตัวหนึ่งไปขายที่ตลาด ครั้นเมื่อไปได้่หน่อยหนึ่ง จึ่งได้ภบพวกหญิงสาวหลายคน แล้วพวกหญิงนั้นครั้นเห็นชายเจ้าของฬาสองคนพ่อลูกนั้น เดิรตามฬาไป จึ่งหัวเราะเยาะแล้วพูดกันว่า เรายังไม่้เคยเหนคนโง่เขลาเหมือนเช่นนี้เลย ครั้นพอได้ยินดังนั้น จึ่งให้ลูกขึ้นขี่ฬาไป แต่ตัวพ่อนั้นเิดิรตามฬาไป ครั้นไปอีกหน่อยหนึ่งจึ่งภบคนแก่เถีัยงกันอยู่ ครั้นคนแก่นั้นได้เหนลูกชายนั่งไปบนหลังฬา แต่พ่อนั้นเดิรไปจึ่งพูดกันว่าท่านได้เหนคนโฉดนั้นนั่งไปบนหลังฬาฤๅไม่ การนี้เปนความดูหมิ่นคนแก่หนักหนา อ้ายเดกซุกซนเอ๋ย จงลงเสียจากหลังฬาเถิด ครั้นเด็กนั้นได้ยินแล้วจึ่งโจนลงเสียจากหลังฬา แล้วจึ่งให้บิดาขึ้นไปนั่งบนหลังฬา ครั้นไปได้ประมาณครู่หนึ่ง ตามหาดทราย จึ่งไปภบหญิงทำการอยู่้หลายคน เขาร้องว่าชายคนนี้ไม่มีใจเอนดูลูกบ้างเลย ให้ลูกลงเดิรไปตามหาดทรายที่ลุ่มฦกนัก ส่วนตัวนั้นขึ้นนั่งไปบนหลังฬาสบายแต่ตัวผู้เดียว ครั้นเมื่อคนช่างทำแป้งเข้าสาลีนั้นได้ยิน จึ่งเรียกให้ลูกขึ้นไปนั่งบนหลังลาด้วยกันทั้งสองคน มาตามทางโดยลำดับจวนใกล้ถึงตลาด จึ่งปะคนเลี้ยงแกะ เขาจึ่งถามว่านี่เปนฬาของท่านดอกฤๅ เขาตอบว่าเปนของเราเอง ฝ่ายคนข้างอื่นนั้นตอบว่า เีราคิดว่าฬานี้มิใช่เปนของท่าน เพราะการที่ท่านไำด้บันทุกตัวหนักนัก ที่ท่านกับลูกได้ขึ้นนั่งไปบนหลังฬานั้น ควรที่ท่านทั้งสองจะยกสัตวนั้นไป ฝ่ายคนทั้งสองครั้นได้ยินดั่งนั้นก็ลงเสียจากหลังฬา แล้วเอาเชือกมาผูกท้าวฬ่่าเข้า แล้วก็หามไปตามทาง ถึงที่แห่งหนึ่งก็มีคนแตกตื่นกันมาดู เพราะเปนการชอบกล ครั้นพ่ิอลูกหามลาไปถึงตพาน ลาก็ดิ้นเชือกลุดตกน้ำตาย ฝ่ายเจ้าของฬาก็ภากันกลับไปบ้านของตน จึ่งคิดเสียใจ ด้วยเสียดายฬาเปนกำลัง แล้วว่าทีหลังเราจะไม่คิดกระทำตามถ้อยคำท่านทุกๆคนอีกเลย...
ผมขอหยุดเอาไว้เท่านี้ ส่วนที่้เป็นข้อคิดนั้นคงจะต้องให้ท่านนำไปคิดต่อเอง เพราะสังคมที่แข็งแรงต้องเปิดให้มีความคิดอันแตกต่างหลากหลาย แล้วมาถกเุถียงกันด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่ชี้นำให้คิดอยู่แบบเดียว ใครคิดต่างถือว่าผิด เหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

คงไม่มีของขวัญปีใหม่อะไรดีไปกว่าการสิ้นสุดลงของความจิตใจคับแคบในสังคมไทย

Saturday, December 12, 2009

เกร็ดเก่าว่าด้วยเรื่องทักอ้วนผอม



ขณะที่ผมไล่เรียงดูเนื้อหาของราชกิจจานุเบกษา บังเอิญไปพบเข้ากับเรื่องน่าสนใจว่าด้วยการใ้ช้สัณฐานเป็นคำเรียก เป็นประกาศในสมัยร.4 จึงอยากแบ่งปันกับท่านสนุกๆครับ

ผมขอยกเนื้อหาทั้งหมดนี้มาลงตามต้นฉบับ (จากราชกิจจานุเบกษา พ.ศ.2417 เล่ม 1 แผ่นที่ 19)

ประกาศแผ่นดินพระบาทสมเดจพระจอมเกล้าฯ ว่าด้วยทักอ้วนผอม

มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ให้ประกาศว่า การที่มีผู้ปราไสทักทายเจ้านายผู้มีบันดาศักดิ์สูง ด้วยการในพระกายทักว่าอ้วนผอมนี้ เปนอัปมงคลไม่ควรตามเหตุที่อ้างเปนหลายประการ คือคำว่าอ้วนว่าผอมเปนคำหยาบคำต่ำคำเลวประการหนึ่ง คืออาการที่ควรจะวิตกเปนประมาณว่าดีว่าชั่วในสัตวเดียรฉาน มาพูดมาเจรจาในมนุศย มีศักดิ์สูงไม่มีประโยชนประการหนึ่ง คือทำให้กำเริบมิ่งขวัญของกายผู้มีศิริด้วยการเจรจาขัดแก่การที่โบราณห้ามมาประการหนึ่ง ซึ่งว่าคำว่าอ้วนว่าผอมเปนคำต่ำคำเลวคำหยาบนั้น ฟังเอาเถิดปากผู้ดีๆที่มีอัทธยาไศรย เมื่อเขาจะต้องพูดว่าเจ้านายผอมไปแลอ้วนขึ้น เขาก็ย่อมว่าซูบพระองค์แลทรงพระเจริญ ฤๅพ่วงพีดังนี้ โดยมากเขาไม่ว่าอ้วนว่าผอมมิใช่ฤๅ อนึ่งเปรียบความให้เหนตัวอย่างในถ้อยคำเหมือนเจ้าจอมมารดาศรีในพระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าบุพผา คือเจ้าจอมที่เปนบุตรเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช แลเป็นน้องเจ้าพระยาอภัยภูธร แลพระยาอนุชิตชาญไชยขุนทอง แลเปนอาเจ้าพระยายมราช พระยาเสนาภูเบศรบัดนี้ แลพระยาอนุชิตชาญไชยหนูแลอื่นๆนั้น เมื่อแผ่นดินพระบาทสมเดจพระพุทธเลิศหล้านภาไลย เจ้าจอมมารดาศรีเปนเจ้าจอมมารดาผู้ใหญ่ ทรงพระกรุณาโปรดให้ว่าราชการฝ่ายในต่างโดยมาก ท่านทั้งหลายทั้งปวงตลอดลงไปจนไพร่เลวยำเยงเกรงกลัวนับถือมาก เมื่อจะเรียกออกชื่อเดิมว่าคุณศรี เจ้าคุณศรีก็กระดากปาก จึงอาไศรยเอาสัณฐานกายเจ้าจอมมารดานั้น ซึ่งแปลกกันกับสัณฐานกายคุณนุ่นพระบรมญาติ ที่เรียกว่าเจ้าคุณวังหลวง ผู้ว่าราชการในพระราชวังโดยมากเหมือนกันนั้น เปนที่อ้างแล้วจึงเรียกนามแปรไปว่าเจ้าคุณพี ชื่อนี้ก็ยังแจ้งอยู่แก่เหล่าหลานแลญาติสืบมาคิดดูเถิด ถ้าคำว่าอ้วนว่าผอมเปนคำดีเขาจะยักว่าเจ้าคุณพีทำไม เขาจะมิเรียกว่าเจ้าคุณอ้วนฤๅ อนึ่งเมื่อเรียกข้างเจ้าจอมมารดาศรีว่าเจ้าคุณพีแล้ว คุณนุ่นพระบรมญาติผู้ว่าราชการตั้งเปนคู่กัน ก็ควรจะเรียกว่าเจ้าคุณผอม เพราะว่าผอมเปนคำต่ำ จึงเรียกว่าเจ้าคุณวังหลวงโดยเทียบกับคุณคุ้มผู้น้องท่านนั้น ซึ่งเปนผู้ใหญ่ว่าราชการในพระบวรราชวัง มีผู้เรียกว่าเจ้าคุณวังน่า แลคุณกระต่ายน้องท่าน ซึ่งในเวลานั้นไ้ด้เปนผู้ใหญ่ในข้าหลวงในเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพยวดี ซึ่งเสดจอยู่ที่พระปรัดซ้ายแลพระที่นั่งวิมานรัฐยา ซึ่งนับเนื่องในหมู่พระมหาปราสาทนั้นว่าเจ้าคุณปราสาท ก็ซึ่งข้อว่าเอาการที่ควรจะวิตกเปนประมาณ ว่าดีว่าชั่วในสัตวเดียรฉานมาพูดมาเจรจาว่าในมนุศยมีศักดิ์สูง ไม่มีประโยชนนั้น คือว่าให้เหนด้วยกันว่าการที่จะวิตกแล้วแลติว่าผอมเปนชั่วสรรเสริญว่าอ้วนเปนดีเปนประมาณของประโยชนนั้น ต้องการในสัตวเดียรฉานสองจำพวก คือสัตวที่จะเปนพาหนะจำพวกหนึ่ง สัตวที่จะต้องการเนื้อที่เรียกว่ามังสะ เปนอาหารจำพวกหนึ่ง เมื่อผู้ใดจะซื้อหาช้างม้าโคกระบืออูฐลา ซึ่งเปนพาหนะจะใช้แรง ก็ย่อมสรรเสริญสัตวที่อ้วนติสัตวที่ผอม สัตวที่อ้วนมีราคามากสัตวที่ผอมมีราคาน้อย ถึงสัตวที่เปนอาหาร คือสุกรแพะแกะแลสมันกวางกวางซายตลอดลงไปจนเปดไก่แลปลา บันดาที่จะใช้เนื้อเปนอาหารผู้ซื้อหาต้องการ ก็เลือกหาสัตวที่อ้วนเพราะมีเนื้อมากสัตวที่อ้วนมีราคามาก เพราะสัตวที่ผอมเปนที่สงไสยว่าเปนสัตวมีโรค ก็ความอ้วนความผอมนั้น เมื่อมาพิจารณาในมนุศย แม้นในคนที่จะใช้แรงเปนทาษกรรมกร ฤๅทหารแลคนมวยคนปล้ำต่างๆ มัชฌิมบุรุศคือคนสัณฐานกลางนั้นเปนดี คนอ้วนนักเมื่อเปนทาษวิ่งตามนายไม่ไหว ใช้ปีนป่ายขึ้นร่างร้านหลังคาไม่ได้มักหอบฮ่อแฮ่อยู่ ถ้าเปนมวยเปนปล้ำถูกเตะถูกชกหกล้มลงลุกไม่ขึ้น ถ้าผอมนักใช้แบกใช้หามของใหญ่ของหนักไม่ใคร่ได้โรเรนัก ถ้าเปนมวยเปนปล้ำแรงน้อยไปชกเขาไม่แตกเตะเขาไม่ล้ม แต่ผู้ที่สรรเสริญติคนผอมนั้น ดูเหมือนที่จะว่าคนอ้วนอายุยืนคนผอมอายุสั้น การนั้นก็ไม่เปนจริงไม่เปนประมาณ จีนชื่นที่เปนพระยาพิสาลศุภผล ที่เปนผู้อ้วนอย่างเอก อายุอ่อนกว่าพระมหาคงซึ่งเปนพระราชกระวี ซึ่งเปนผู้ผอมอย่างเอกนั้นถึง ๓๒ ปี ก็เหตุไรเล่าพระยาพิสาลศุภผลจึ่งตายไปก่อนพระราชกระวี ก็ข้อที่ว่าทำให้กำเริบมิ่งขวันของกายผู้มีศิริด้วยการเจรจาขัดแก่การที่โบราณห้ามมานั้น ให้สืบสังเกตเอาเถิดคนที่เลี้ยงเดก ต่อหน้าเดกนั้นเขาไม่ว่าอ้วนว่าหนักว่าน่ารักน่าชม เพราะว่าดีมักกลับเปนร้าย แต่ซึ่งว่าซูบว่าผอมไปนั้นบิดามารดาและญาติพี่เลี้ยงเดกมักวิตก เพราะเหตุที่่ว่าเดกไม่รู้จักรักษาตัว การที่รักษาตัวเดกนั้นเปนธุระของผู้ใหญ่ที่จะหาหมอมาประกอบยาแลขู่เขนขืนใจให้เดกกิน ก็ผู้ใหญ่ทั้งปวงนั้นชีวิตรของเขาๆก็รัก เมื่อจะสบายไม่สบายตัวเขารู้ก่อนผู้อื่น กายของเขาๆก็เหนอยู่เป็นนิตย์ด้วยส่องกระจกอยู่ทุกวัน ถึงที่ไหนจะไม่มีกระจก ก็หาน้ำใส่ขันส่องดูหน้าดูรูปของตัวเปนธรรมดา ไม่ต้องการที่ผู้อื่นจะปราไสล่วงเกินเข้ามา ถ้าทักหยอกว่าสีสะล้านดีกว่า เพราะพูดเปนการเล่น ไม่เอื้อมถึงชีวิตรชีวัง แลผู้พูดไว้ตัวสูงเปนเหมือนดังบิดามารดา สบประมาทเจ้าของกายผู้ที่ต้องทักนั้น ให้เปนเหมือนดังเดกๆไม่รู้จักรักษาตัว ก็ท่านทั้งหลายทั้งปวงบัดนี้ไม่ใคร่จะสังเกตการเรื่องนี้ทักได้ทักเอา จนถึงในพระเจ้าแผ่นดินที่มีพระเดชานุภาพเปนที่ล้นที่พ้น ก็ยังล่วงเกินกราบทูลทักทายเนืองๆ ไม่ระวังว่าเปนการต่ำสูงเกินเลย การทักทายอย่างนี้มักมีมาแต่พระสงฆแลหมอแลท่านผู้ใหญ่ๆข้างในข้างน่า เพราะฉนั้นบัดนี้จึ่งมีพระบรมราชโองการให้ประกาศห้าม อย่าให้ใครล่วงเกินทักทายอย่างที่ว่าแล้ว ทั้งพระสงฆแลคฤหัฐชาววัดชาววา ถ้าพระสงฆจะเข้ามาในพระราชถานวันใดเวลาใด ให้สังฆการีเชิญพระราชบัญญัตินี้ มาว่ากล่าวเตือนสติให้ระวัง ด้วยพระสงฆมักฟั่นๆเฟือนๆไหลๆเลื่อนๆ ฝ่ายข้าราชการผู้ใหญ่ๆสูงอายุเล่า ก็ให้กรมวังคอยเตือนห้ามปราม อย่าให้กราบทูลทักทายเกินเลยได้ หมอถวายอยู่งานถวายพระโอสถมักใกล้ที่จะกราบทูลอย่างนี้ เมื่อเวลาไรเรียกหมอ ให้ชาวที่คอยกำชับให้ระวัง อย่าให้กราบทูลทักทายได้ ถ้าผู้ใดมิฟังขืนกราบทูลทักทายดังนี้ จะให้ลงพระราชอาญาทวนด้วยไม้หวาย ๕๐ ที สังฆการีแลชาวที่แลกรมวังอยู่ในเวนที่เกิดเหตุขึ้นนั้น จะต้องให้รับพระราชอาญาด้วยคนละ ๓๐ ที ๒๐ ที ตามโทษานุโทษที่ได้ตักเตือนบ้างแลไม่ได้ตักเตือนเลย ตามสฐานที่ผู้กำกับนั้นคือถ้าในพระสงฆจะลงโทษแก่สังฆการี ถ้าในหมอจะลงโทษแก่ชาวที่ ถ้าในข้าราชการจะลงโทษแก่กรมวัง ถ้าท่านผู้ใดที่ไม่ควรจะรับพระราชอาญา คือพระสงฆก็จะให้มีเบี้ยปรับถ่ายโทษคน ถึงในข้าราชการฝ่ายในเล่าเมื่อท้าวนางฤๅท่านอื่นๆจะภาผู้ใดเข้าเฝ้า ก็ให้คอยตักเตือนห้ามปรามกำชับผู้นั้นก่อน ถ้าเกิดเหตุขึ้นเพราะผู้ที่เข้าเฝ้า จะลงโทษแก่ผู้ที่นำเฝ้านั้นด้วยตามโทษานุโทษ ประกาศมา ณ วันเสารเดือนหกขึ้นห้าค่ำ ปีจอ จัตวาศก ศักราช ๑๒๒๔ เปนวันที่ ๔๐๐๗ ในราชการประจุบันนี้
ยาวหน่อยนะครับ แต่ได้บรรยากาศ ผมอ่านไปยิ้มไปด้วยทีเดียว

Sunday, December 6, 2009

โพสต์อิมเพรสชั่นนิสม์


เป็นโอกาสอันดีเหลือเกินครับ ที่เมืองเล็กๆอย่างแคนเบอร์ราได้จัดแสดงงานศิลปะระดับโลก โดยเป็นการนำผลงานของศิลปินกลุ่มโพสต์อิมเพรสชั่นนิสม์ จากพิพิธภัณฑ์ Musée d'Orsay มาแสดงที่ the National Gallery of Australia (เพียงที่เดียวในออสเตรเลียด้วย)

ถือว่าเป็นงานใหญ่ของเมืองทีเดียว ผมจึงถือโอกาสแวะไปชมเสียเลย


เป็นครั้งแรกๆที่ผมเริ่มรู้จักงานกลุ่ม
โพสต์อิมเพรสชั่นนิสม์และศิลปินที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ซึ่งจริงๆแล้วหากเราต้องการจะรู้ว่ากลุ่มนี้คืออะไร ก็เพียงค้นหาในสารานุกรมวิกีพีเดียก็จะได้ทำความรู้จักงานของกลุ่มนี้อย่างไม่ยากเย็นนัก (ต้องตรวจสอบกับแหล่งอื่นๆด้วยนะครับ)

แต่ผมได้มีโอกาสฟังผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะจากฝรั่งเศสพอดี (ขออภัย ผมจำชื่อเขาไม่ได้) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ศิลปะจากช่วงอิมเพรสชั่นนิสม์ต่อเข้าช่วงโพสต์อิมเพรสชั่นนิสม์สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการได้ดี

เขาต้องการจะบอกว่า แท้จริงแล้ว การเปลี่ยนผ่านจากช่วงอิมฯสู่ช่วงโพสต์อิมฯนั้น ไม่ได้ชัดเจนอย่างที่เข้าใจกัน

ผู้ที่เริ่มใช้คำว่าโพสต์อิมฯ คือโรเจอร์ ฟราย นักวิจารณ์ศิลปะชาวอังกฤษในปีค.ศ.1910 ซึ่งนักวิจารณ์ศิลปะยุคหลังมาเข้าใจว่า โพสต์อิมฯนั้นเป็นจุดสิ้นสุดของอิทธิพลจากงานมาเนต์ ซึ่งศิลปินยุคหลังมาแหวกข้อจำกัด (ที่เคยเป็นของอิมฯ) ออกไป

เขาเสนอว่าแท้จริงแล้วอิทธิพลของมาเนต์ต่องานโพสต์อิมฯนั้นมีมากกว่าที่หลายๆคนคิด

อันที่จริงเรื่องการแบ่งกลุ่มเช่นนี้ก็มีอยู่ทั่วไปในศาสตร์ทุกแขนงนะครับ มันมีจุดประสงค์เพื่อต้องการแสดงให้เห็นความแตกต่างของสายสกุลคิดในสำนักต่างๆ เพื่อสร้าง "ภาพรวม" เท่าันั้น เพื่อให้ง่ายขึ้นต่อความทำความเข้าใจพัฒนาการของศาสตร์นั้นๆอันมีความสลับซับซ้อน ก็เหมือนการแปะป้ายเอาไว้เพื่อเวลาคนอื่นๆหยิบมาใช้ศึกษาจะได้ง่ายขึ้นในการจัดระบบการทำความเข้าใจ

แต่จะเป็นเรื่องผิดอย่างมากหากมองสำนักต่างๆแยกกัน และวิเคราะห์โดยใช้แนวความคิดใดความคิดหนึ่งไปโดดๆ (ตัวอย่างเช่นการหยิบฟูโกต์มาใช้ดูละครน้ำเน่าไทย หยิบการหยิบอากัมเบนมาใช้ดูชาวเขา เป็นต้น) ควรจะต้องระวังอย่างหนักว่าทฤษฎีไม่ไ้ด้ใช้เพื่อประยุกต์ หากแต่มันใช้เพื่อตั้งคำถามต่างหาก การพยายามสร้างคำอธิบายในการเปลี่ยนแปลงจึงต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้เป็นสำคัญ

เห็นไหมครับ งานศิลปะงานเดียว คิดอะไรไปได้ทั่วทีเดียว

Monday, November 30, 2009

ผู้ีดี - ดอกไม้สด


ผมเพิ่งจะอ่านงานของดอกไม้สดครับ ถึงใครจะหาว่าเชยที่เพิ่งมาเริ่มอ่านก็ตามแต่ ผมบ่สนใจ เอาเป็นว่าใครที่เคยอ่านแล้วจะแลกเปลี่ยนอะไรก็เชิญ หรือท่านจะไปหางานของดอกไม้สดอ่านดูก็จะยิ่งขออนุโมทนา

ต้องขอเกริ่นเอาไว้เบื้องต้นว่า ในเนื้อหาต่อไปนี้จะเปิดเผยเนื้อเรื่องบางตอน ฉะนั้นหากท่านไม่ต้องการเสียอรรถรส (ในภาษาคนดูหนังเรียกถูก spoil) ก็คงจะต้องไปอ่านมาก่อน

ผมใช้ฉบับหอสมุดแห่งชาติ พิมพ์พ.ศ.2516 ครับ (นิยายเขียนเมื่อพ.ศ.2480)



"ผู้ดี" เป็นงานที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้งในบรรดางานทั้งหลายของดอกไม้สด คงจะเป็นเพราะนิยายเรื่องนี้ได้นำเสนอบรรยากาศของชีวิตเหล่าผู้ดีไทยในช่วงหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 หมาดๆ และเล่าผ่านชีวิตของวิมล ผู้เป็นสมาชิกชนชั้นผู้ดีคนหนึ่ง

สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อพ.ศ.2475 ได้ส่งผลกระทบอันสำคัญต่อชนชั้นนำไทย วิถีชีวิตที่พวกเขาคุ้นเคยได้เปลี่ยนแปลงไป และพวกเขาก็ได้รับผลกระทบนั้นๆกันอย่างถ้วนหน้า โดยเฉพาะในด้านฐานะทางการเงิน อย่างที่พระยาอมรรัตน์ฯได้กล่าวถึงวิพัฒน์ ลูกชายคนโตของตนที่กำลังศึกษาต่ออยู่ที่อังกฤษว่า
"เจ้าคนโตของผมมันกินเงินมากจริง" ท่านเจ้าของบ้านกล่าว "ปีหนึ่งตั้ง ๕-๖ พันบาท"
"ก็เงินหลวงไม่ใช่หรือคะ?" คุณหญิงบริหารธนกิจถาม
"เงินในพระมหากรุณา แต่เมื่อพระองค์ท่านสละราชสมบัติแล้ว ผมก็ต้องส่งของผมเอง เผอิญมันไปชอบวิชาที่ใครๆร้องว่ายากกันทั้งนั้น คือเจ้าวิชาการบัญชีชั้นสูงลิบ...มันจะเล่นงานผมสักกี่หมื่นก็ไม่ทราบ ถ้าเรียนสำเร็จใน ๖ ปี ตามเกณฑ์ก็ไม่กระไรนัก ๒๐,๐๐๐ พอสู้ได้ แต่เขาว่ากันว่าน้อยคนที่จะเรียนสำเร็จใน ๖ ปี อย่างเก่งที่สุดก็ ๗ หรือ ๘ ท่าทางจะแย่ แต่ก็ทนเอาหน่อย... (น.50-51)
ซึ่งมีบรรยากาศเช่นนี้อยูตลอดเรื่อง (แม้จะพอคาดเดาได้ก็ตาม)

จุดหักเหสำคัญของเรื่องก็หนีไม่พ้นเมื่อพระยาอมรรัตน์ฯตาย ก็ได้เกิดความยุ่งยาก วุ่นวาย หรือถึงขั้นโกลาหลกันไปทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งสมบัติจากพินัยกรรมที่ได้ทิ้งเอาไว้

วิมลมารู้สึกตัวว่า ตนเองไม่ได้เป็นผู้มั่งคั่งอย่างที่เคยเป็นอีกแล้วเพราะภาระทางด้านการเงินหลายด้านที่ทำให้รู้ว่าแท้จริงครอบครัวตนไม่ได้ร่ำรวย นั่ง "รถยนต์เก๋งใหญ่ ใหม่ที่สุด งามที่สุดในสมัย" (น.3) เช่นที่เคยเป็น

เธอจึงต้องปฏิวัติชีวิตตนเอง ไม่ว่าจะถูกทัดทานโดยคนจำนวนมาก และถูกมองว่าเป็นคนจองหอง ทั้งนี้ก็เพื่อจะอยู่รอด คอยดูแลน้อง และส่งเสียพี่ชายเรียนเมืองนอกด้วย (วิมลยังรับจ้างเย็บผ้าด้วย)

ผมคิดว่าตัวละครหลักอย่างวิมลน่าสนใจ เพราะเขาเหล่านี้เป็นคนกลุ่มใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือคนที่ไม่ได้มั่งคั่งจริงๆ หรือไม่ได้อยู่ในกลไกระบบอุปถัมภ์ที่ใกล้ศูนย์อำนาจจริงๆในยุคสมบูรณาญาสิทธิ์ จากที่พวกเขาเคยมีโอกาสได้รับประโยชน์ ท่อน้ำเลี้ยงนั้นขาดไป ก็ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตนเองอย่างมาก เพื่อจะประทังตัวรอด

เราจะเห็นคนกลุ่มนี้เกิดใหม่เป็นจำนวนมากขึ้นอย่างชัดเจน ครึ่งทศวรรษหลังของพ.ศ.2470 (จริงๆเข้าใจว่าในงานของท่านอากาศฯก็เสนออะไรแบบนี้ออกมาด้วย)

มีสองประการที่ผมคิดว่า ถ้าไม่ใช่ผู้หญิง และถ้าไม่ใช่ดอกไม้สด เขียนอย่างนี้ไม่ได้แน่ๆ นี่เป็นฉากที่นายจงรักพยายามจะเกี้ยววิมล
"คุณดื่มเหล้าได้ไหม?" นายจงรักถามวิมลเมื่อคนใช้ยกถาด 'ลีเคอร์' เข้ามาตั้งไว้ในห้องรับแขก
แล้วก็
"คุณชอบเหล้าอะไรบ้าง"
"คุณชอบอ่านหนังสือชนิดใด"
"คุณชอบเด็ก ชอบสุนัขหรือไม่"
"คุณสนใจในการบ้านเมืองไหม"
"คุณชอบภาพยนตร์ไหม"
"คุณเข้าใจวิทยาศาสตร์บ้างไหม"
"คุณชอบดนตรีไหม"
"คุณชอบกีฬาชนิดใด"
"คุณชอบดอกไม้ไหม"
ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ
และเมื่อวิมลตอบ จะเป็นคำปฏิเสธหรือรับรองก็ตาม ผู้ถามจะสรรเสริญไม่ขาดปาก หล่อนดื่มเหล้าได้บ้าง แต่ไม่ค่อยชอบ ก็ดี เพราะผู้หญิงที่เป็นนักดื่มมัก 'เปรี้ยวจัดและเสียง่าย' หล่อนชอบอ่านหนังสือที่มีแง่ให้ตรองก็เหมาะ เพราะนั่นแสดงนิสัยของผู้มีภูมิรู้ หล่อนชอบทั้งเด็กทั้งสุนัขก็ควร เพราะ 'เด็ก คือภาพถ่ายแห่งจิตใจของเราเมื่อยังบริสุทธิ์เพราะความไม่เดียงสา' และ 'สุนัขเป็นสัตว์ที่มีคุณสมบัติดีกว่าบางคนเพราะมันมีความกตัญญู' หล่อนไม่สนใจในการเมืองก็ถูก เพราะผู้หญิงมีหน้าที่ทางบ้านมากพอแล้ว ถ้ายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากนัก จะทำให้หน้าที่ทางบ้านบกพร่อง เมื่อคำตอบของหล่อนดูช่างถูกและดีไปเสียหมด วิมลก็แสร้งลองตอบให้ไกลจากความจริงใจไปบ้าง หล่อนตอบว่าไม่ชอบดนตรี ก็ถูกอีกเพราะดนตรีทำให้คนซบเซาเหงาง่วง หรือมิฉะนั้นก็ทำให้ฟุ้งซ่าน ไ่ม่มีประโยชน์อันใดเลย วิทยาศาสตร์ วิมลตอบว่าหล่อนเปรียบเหมือนคนตาบอดหรือหูหนวกในเรื่องนี้ ก็ถูกอีก เพราะวิทยาศาสตร์ไม่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ในชีวิตของผู้หญิงแม้แต่สักนิด... (น.47-8)
ผมอ่านไปด้วยหัวเราะไปด้วยครับ ช่างเป็นความ "รู้ทัน" ของสตรีเมื่อผู้ชายเข้ามาจีบ ซึ่งมุม passive เช่นนี้ดอกไม้สดค่อนข้างถนัดทีเดียว

ทั้งเรื่องราวความรักของวิมลกับอุดมก็เช่นกัน เมื่ออุดมทุ่มเทความรักให้อย่างมากมาย เธอกลับรู้สึกผิดเมื่อเธอรักเขาไม่ได้เท่าเทียมกับที่เขารักเธอ

เรื่องนี้เป็นคำถามคลาสสิกนะครับ สำหรับคนในสมัยนี้ "ผู้ชายเริ่มจากร้อยไปศูนย์ ส่วนผู้หญิงเริ่มจากศูนย์ไปร้อย" ท่านว่าิอย่างไร?

อีกเรื่องหนึ่งผมคงจะไม่ยกตัวอย่างต่อความยาวสาวความยืด แต่อารมณ์ความหึงหวง การต่อกรกันระหว่างเพศหญิงด้วยกันนั้น ดอกไม้สดถือว่าเป็นมือหนึ่งทีเดียวครับ ใครที่อ่านแล้วก็คงเห็นด้วยกับผม

สุดท้าย เรื่องการมีมากเมียก็ถูกท้าทาย เพราะดอกไม้สดได้ทิ้งเอาความโกลาหลอันเกิดขึ้นต่อไปหลังจากคนก่อได้ตายไปแล้ว ผ่านข้อคิดทางศีลธรรม ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาระหว่างพระยาอมรรัตน์ฯและเมียคนแรกคือคุณแส
"แม่วงเขาหาคนมาช่วยเขาปรนนิบัิิติฉันคนหนึ่งแล้ว อายุ ๑๕ ฉันหวังใจว่าหล่อนคงจะไม่ยอมน้อยหน้าแม่วงได้ที่อ่อนกว่านั้นสักปีหนึ่งละก็ดีทีเดียว" แล้วคุณมงคล [พระยาอมรรัตน์ฯ] ก็หัวเราะอย่างเห็นขำ
คุณแสหัวเราด้วย อย่างเห็นขำเหมือนกัน แล้วย้อนถาม
"๑๕ ไม่แก่ไปหรือคะสัก ๑๑-๑๒ เป็นยังไง"
"ไม่เลว สงสารแต่หล่อนจะต้องอาบน้ำทาขมิ้นหาเหาให้มันเท่านั้น"
ต่อมา ๒-๓ วัน คุณมงคลปรารภซ้ำเรื่องนี้ แล้วเสริมต่อไปว่า "หล่อนจะยอมแพ้แม่วงเทียวหรือ? ก่อนๆไม่เห็นเคยยอมสักที"
คราวนี้ คุณแสมิได้หัวเราะ ตอบอย่างเคร่งขึมและหนักแน่น
"ดิฉันกลัวบาป"
"อะไร!" คุณมงคลค้าน "หาเมียน้่อยให้ผัวบาป? มีอย่างที่ไหน ได้บุญน่ะไม่ว่า"
"ช่างเถอะค่ะ ดิฉันไม่ต้องการหากุศลทางนี้" (น.124-5)
อย่าได้แปลกใจไปเลยครับหากบทสนทนานี้จะเกิดขึ้น เพราะมันเป็นบรรยากาศของสังคมในเวลานั้น เอาเป็นว่าถึงแม้บทสนทนาเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ผู้ชายได้เปลี่ยนพฤติกรรมไปสักน้อยบ้างไหม?

หากจะให้ผมตั้งขอสงสัยหน่อย ก็คงจะเป็นที่ว่าเหตุใดวิมล ผู้ซึ่งเป็นลูกไฮโซ ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างไข่ในหิน ตามอกตามใจทุกอย่างทุกประการ จึงได้ลุกขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบ คิดอะไรอย่างแหลมคมได้หลังจากที่พระยาอมรรัตน์ตายไปไม่นาน มันเหมือนกลายเป็นอีกคนหนึ่งไป ไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่

แต่โดยรวมแล้ว ผู้ดีเป็นนิยายที่อ่านสนุกทีเดียว

จบดื้อๆเลยก็แล้วกัน

Saturday, November 21, 2009

อาลัยครูใหญ่ นภายน


ผมเชื่ออยู่เสมอถึงการดำรงอยู่ของบางสิ่งบางอย่าง ผ่านรุ่นสู่รุ่น ผ่านพ่อแม่สู่ลูก ผ่านคู่ชีวิต ผ่านพี่สู่น้อง และผ่านเพื่อนสู่เพื่อน


การดำรงอยู่ของความเชื่อ คุณค่า ความหมายบางอย่าง ที่สะท้อนโลกทัศน์และมุมมองของคนๆหนึ่งต่อโลกที่เขาใช้ชีวิตผ่านมา และเขาเล่ามันออกมาด้วยหมายจะบันทึกมันเอาไว้


สิ่งเหล่านี้ผมจะสดับตรับฟังด้วยความเคารพอยู่เสมอ - ไม่ใช่เพราะหลับหูหลับตาเชื่อ หรือไม่ใช่เพราะความเป็นผู้ด้อยอาวุโสกว่า จึงมีหน้าที่ต้องฟังและรับคำสั่งแต่ถ่ายเดียวโดยไม่ตั้งคำถามใดๆ

แต่ผมฟังเพราะเชื่อว่า คงมีเหตุผลบางอย่าง ที่คนเหล่านั้นเลือกเล่าเรื่องราวบางเรื่องผ่านประสบการณ์ของเขาออกมา ผ่านยุคสมัยของเขาออกมา เพราะนั่นทำให้เราได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของบางสิ่งบางอย่าง การดำรงอยู่ของบางสิ่งบางอย่าง


และที่สำคัญ มันอาจได้สะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น เป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรถูกก้าวทับซ้ำเข้าไปอีก เพราะหากเราเชื่อว่ามนุษย์พร้อมที่จะเรียนรู้ เราก็คงจะต้องพร้อมรับฟังอะไรบางอย่าง และเรียนรู้มัน

อารยธรรมเติบโตไปเช่นนี้เอง

ใครหลายคนรับรู้ถึงการจากไปของศิลปินสำคัญของไทยคนหนึ่ง พวกเขาอาจรับรู้จากผลงาน จากกระแสเสียงดนตรี จากความสัมพันธ์ทางสายเลือด และหนทางในการรับรู้อันหลากหลายแตกต่างกันไป

ผมรับรู้ถึงการจากไปของ
ครูใหญ่ นภายนในฐานะผมเป็นเพื่อนบ้านคนหนึ่ง

อันที่จริงแล้ว "บ้านเขตดุสิต" คือบ้านที่นำผมมารู้จักกับครูใหญ่

ผมรู้จักกับครูใหญ่ นภายน เมื่อราวปีพ.ศ.2549 อันเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มมีความสัมพันธ์กับบ้านอย่างจริงจัง หลังจากที่ใช้ชีวิตไม่ติดบ้านช่ิอง (ด้วยภารกิจหลายประการ) มาเป็นระยะเวลาสองสามปีหลังจากที่ผมย้ายเข้ามาที่บ้านเขตดุสิตใหม่ๆในปีพ.ศ.2546

มันเป็นช่วงเวลาี่ืืที่ผมใช้เวลาในการครุ่นคิดและเรียนรู้ความสัมพันธ์ของมนุษย์ในเมืองที่ผมอยู่อาศัยอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในชีวิต และแสดงมันออกมาผ่านงานเขียนและการมองโลกต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งต้องอาศัยการขัดเกลา การปลีกวิเวก การเริ่มต้น การสูญเสีย และอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมไม่สามารถบรรยายออกมาได้จนหมด


จะว่าไปแล้ว บ้านเขตดุสิตเป็นตัวชี้วัดการเจริญเติบโตของผมในหลายแง่หลายมุม และบ้านแห่งนี้ก็เป็นสถานที่บรรจุความทรงจำในวัยหนุ่มของผมไว้หลายอย่างหลายประการ

ในพ.ศ.2549 ผมรู้แต่เพียงว่ามีศิลปินใหญ่อยู่คนหนึ่งพำนักอาศัยอยู่ในละแวกบ้าน - จนกระทั่งผมได้มีโอกาสไปแนะนำตัวก่อนไปเรียนต่างประเทศนั่นละ ที่ทำให้ผมได้รู้จักกับครูใหญ่ นภายน


การเป็นศิลปินผู้มีชีวิตคร่ำหวอดอยู่ในวงการ ทำให้ครูใหญ่ถ่ายทอดประสบการณ์ออกมาให้ผมฟังอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ผมรับฟังเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งถูกเล่าออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครู

ราวกับว่าเรื่องราวเหล่านั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ผมเล่าให้ครูใหญ่ฟังถึงความฝัน ความมุ่งหมาย และความตั้งใจที่จะทำอะไรหลายสิ่งหลายอย่างดังที่ไฟในตัวจะเผาผลาญความทะเทอทะยานออกมาเป็นควันของการเล่าเรื่อง

ครูให้กำลังใจ และให้ข้อคิดซึ่งผมยังจำได้ว่า "การเขียน ไม่จำเป็นต้องรุนแรง ค่อยๆเล่า ค่อยๆบรรยาย ค่อยๆนำเสนอมันออกมา"


นั่นอย่างไร...ประสบการณ์บางอย่างที่เราควรต้องสดับตรับฟังด้วยความเคารพ

ผมได้พบกับครูใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนผมเดินทางไปเรียนต่างประเทศอีกครั้งหนึ่งเมื่อสี่เดือนที่แล้ว ครูใหญ่ยังดูสดใส ยังเล่าเรื่องราวต่างๆอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเหมือนเคย - ประสบการณ์อีกมากที่ถูกเล่าออกมา

ดนตรีของครูใหญ่ยังบรรเลงอยู่ - มันยังคงดำรงอยู่ ผ่านรุ่นสู่รุ่น ผ่านพ่อแม่สู่ลูก ผ่านคู่ชีวิต ผ่านพี่สู่น้อง และผ่านเพื่อนสู่เพื่อน

บ้านเขตดุสิตมีความทรงจำเพิ่มขึ้นอีกคำรบหนึ่ง

Thursday, August 6, 2009

สัมภาษณ์ : อีวาน คลีมา


ผมเข้าใจว่านักอ่านไทยไม่ค่อยจะรู้จักนักเขียนชาวเชคมากไปกว่ามิลัน คุนเดอรา แต่หากพิจารณาถึงวงการวรรณกรรมของเชค เราจะเห็นว่ามีนักเขียนอยู่หลายคนที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคม ต่อไปนี้คือเรื่องราวของอีวาน คลีมา นักเขียนเชคอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ขอเชิญอ่านครับ



คนเชกหัวดื้อที่เป็นนักเขียนมีชื่อผู้นี้ใช้ช่วงเวลาแรกของชีวิตในค่ายกักกัน ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องซึ่งอิสรภาพของเขา เมื่อรถถังรัสเซียมุ่งเข้าสู่ปรากในปีค.ศ.1968 นั้น เขากำลังเดินทางไปสหรัฐฯเพื่อสอนหนังสือ แต่ด้วยวิญญาณนักต่อสู้ เขาเดินทางกลับประเทศของตน และใช้ชีวิตแบบ "ผู้ถูกเนรเทศในบ้านเกิดของตนเอง" เขาให้สัมภาษณ์ทิม อดัมส์ถึงการใช้ชีวิต ความรัก และช่วงเวลาอันควรจดจำของตน




เมื่ออีวาน คลีมาเกิด เขาก็รู้ทันทีว่าเสรีภาพนั้นเป็นอย่างไร นั่นก็เพราะเสรีภาพเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับชีวิตในวัยเด็กของเขานั่นเอง ในปีค.ศ.1941 คลีมาอายุสิบขวบ พ่อของเขาถูกส่งไปในการขนส่งของพวกนาซีรอบแรกสุด ไปสู่ "ป้อมแห่งความแออัด" ในเทเรซิน (Terezin) ทางตอนเหนือของปราก และจากนั้นทั้งครอบครัวก็ต้องตามไป คลีมาอยู่ที่เทเรซินตลอดช่วงสงคราม เขาบอกว่าตัวเองไม่เคยรู้มาก่อนว่าพ่อแม่เป็นชาวยิว กระทั่งฮิตเลอร์ขึ้นสู่อำนาจ

เขาเคยเขียนในครั้งหนึ่งว่า "ใครก็ตามที่เคยผ่านค่ายกักกันสมัยยังเด็ก ใครก็ตามผู้ซึ่งมีชีวิตแขวนอยู่กับอำนาจที่จะสามารถเข้ามาทำร้ายเข่นฆ่าเขา หรือคนรอบตัวเขาเมื่อใดก็ได้นั้น คงย่อมจะมีบทเรียนชีวิตแตกต่างจากคนที่โตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์และได้รับการศึกษาไปบ้าง เพราะชีวิตแบบนั้นเป็นดั่งเชือกเส้นบางๆ ที่สามารถขาดได้ทุกเมื่อ และนั่นเกิดกับผมทุกวันในยามเด็ก"

แต่มันก็ยังมีบทเรียนอื่นอีก - บทเรียนแห่งการเอาตัวรอด และบทเีรียนแห่งการหลบหนี - ขณะที่อยู่ในเทเรซิน คลีมามีหนังสือเล่มเดียวคือ The Pickwick Papers เขาอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเดินเข้าำไปในโลกแห่งถ้อยคำของแซม เวลเลอร์และนาธาเนียล วิงเกิล ขณะนั้น, เสรีภาพได้สถาปนาขึ้นในจิตใจของเขาดั่งเรื่องเล่า

แล้วเขาก็เริ่มเขียนขณะยังอยู่ในค่าย เขียนโดยรู้ตัวว่าแต่ละหน้าที่จบไปอาจเป็นหน้าสุดท้าย ในขณะเดียวกันก็พบว่าการเขียนเป็นกลวิธีในการหลบหนีที่ดีเยี่ยม เขาเขียนบทละครและทำหุ่นเพื่อแสดงเอง เขียนเรื่องเกี่ยวกับเด็กหญิงที่เขาหลงใหล ฝันกลางวันไปกับรักแรกของตนเอง ผัสสะแห่งการปลดปล่อยที่เขาค้นพบในแต่ละประโยคๆไม่เคยหนีจากเขาไปไหน "ผมติดตามอิสรภาพที่ร่ำร้องอยู่ภายในเสมอ" คลีมาบอกที่บ้านในปรากของเขา "นั่นทำให้ผมไม่เคยถูกเซนเซอร์"

ประสบการณ์ที่เขาเรียกว่า "วัยเยาว์" ของตนเองนั้น ถึงเวลานี้มันปรากฏเด่นชัดอยู่ในใจภายใต้ฐานะนักเขียน กระทั่งเมื่อเขาโตแล้ว เขาก็ยังนอนโดยเอาผ้าพันคอปิดหน้าเอาไว้ เป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่สมัยอยู่ที่เทเรซิน เพราะที่นั่นไม่เคยปิดไฟ ผ้าพันคอเป็นเหมือนผ้าห่มอันอุ่นไอ และขณะเดียวกันก็เป็นกลไกในการป้องกันตนเอง เขามักฝันซ้ำๆเสมอมา ฝันว่าถูกจับตัว ถูกคุมขัง ฝันร้ายเหล่านี้มาทุเลาลงในหลังๆมานี้เท่านั้นเอง เวลานี้คลีมาอายุ 77 ปีและกำลังเขียนบันทึก My Crazy Century อยู่อย่างขะมักเขม้น

"ประมาณสักเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ของชีวิตผมนั้นปราศจากซึ่งเสรีภาพ" คลีมาบอก หากแต่จริงๆแล้วเขาถ่อมตัวเกินไปที่จะไม่พูดถึงการอุทิศตนเพื่อการต่อสู้ของเขา หลังจากเทเรซิน, โซเวียตได้เข้ารุกรานเชคโกสโลวาเกีย มันเป็นช่วงเวลาแห่งความหวังสั้นๆในฤดูใบไม้ผลิของปีค.ศ.1968 คลีมาเองก็เป็นหนึ่งในหัวหมู่ในเวลานั้นซึ่งยืนหยัดต่อต้านระบอบเผด็จการที่ยาวนานถึง 21 ปี ก่อนจะเกิดการปฏิวัติในค.ศ.1989 (Velvet Revolution) ตลอดเวลาเหล่านี้ ไม่มีสักเวลาที่เขาจะไม่คิดเกี่ยวกับเสรีภาพ และยังเชื่อว่าเราจะได้รับอิสรภาพผ่านการเขียนความจริงออกมา

ปัจจุบันคลีมาอาศัยอยู่ที่ชายป่าทางตอนใต้ของปราก ลูกสองคนและครอบครัวของพวกเขาต่างก็อยู่บนถนนเส้นเดียวกัน เกือบทุกเช้าเขาจะออกไปเก็บเห็็ดจากตามโคนต้นไม้ในป่า ฟิลิป รอธ เพื่อนของเขาแซวว่า ด้วย "ทรงผมแบบบีเทิลส์" และ "ฟันแบบสัตว์กินเนื้อ" ของเขานั้น เขาดูเหมือน "ริงโก สตาร์ที่มีวิวัฒนาการทางปัญญาแล้ว" - แม้จะดูเหมือนเช่นนั้น แม้ผมเขาจะขาวเสียแล้ว แต่มันยังมีความเป็นโบฮีเมียนอย่างเด็ดเดียวในทุกๆอณูของตัวเขา และยังยืนหยัดอยู่เช่นนั้น แม้เขาจะเป็นคนหัวเราะง่าย ก็นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนผ่อนคลายนัก หนังสือ 30 กว่าเล่มของเขาถูกเขียนขึ้นด้วยจิตใจ ความสัตย์ซื่อ ความกล้าหาญ ความโรแมนติก และบางครั้งด้วยความพยายามค้นหาปรัชญาอะไรบางอย่าง

ผมเจอคลีมาก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งในปีค.ศ.1991 ขณะที่ยังทำงานให้กับสำนักพิมพ์กรันตา ผมเป็นบรรณาธิการหนังสือแปลของเขาสองสามเล่ม เราไปกินข้าวกันในภัตตาคารหรูทางตะวันตกของลอนดอน ผมคิดอย่างไร้เดียงสาว่าหลังค.ศ.1989 เขาจะเปลี่ยนวิถีชีวิต ทำตัวเป็นดารา หากแต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เขายังระมัดระวังที่จะไม่สรุปอะไรอย่างง่ายๆ และไม่แสดงความพึงใจอย่างเกินพอดี เขายืนยันที่จะกินเพียงขนมปังและซุปผัก และพยายามเรียนรู้ผมด้วยอารมณ์ขันอันแหบห้าวในขณะที่ผมพร่ำถามเกี่ยวกับความรู้สึกของเขายามได้รับอิสรภาพ เขาตอบกลับมาด้วยท่าทีอันว่างเปล่าสะท้อนถึงวันเวลาที่คนรุ่นเราได้เสียไป

เวลานี้ที่บ้านของเขา เขาดูอบอุ่นขึ้นมาบ้างแต่ก็ไม่ได้คลายความเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์ของตนลงไปเลย "สำหรับคนรุ่นใหม่" เขาพูด "ปีค.ศ.1989 ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ไปแล้ว ตอนที่ผมไปปรากเพื่อไปสัมมนากับนักเรียนเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลานั้น ผมมักต้องอธิบายก่อนว่าคอมมิวนิสต์คืออะไร เพราะเด็กพวกนั้นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย"

สำหรับเขาแล้ว เขายังให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์เสมอ "เมื่อเวลาผ่านไป, แม้ทุกอย่างมันเหมือนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วก็ตามในปัจจุบัน แต่ในเวลานั้นความรู้สึกมันไม่ได้เป็นอย่างนี้เลย มันมีเปเรสทรอยกาในรัสเซีย และในประเทศผมก็มีการต่อต้านระบอบและผู้สมรู้ร่วมคิดของมันกันอยู่ทั่วไป ซึ่งการต่อต้านก็เกิดจากพลเมืองชั้นสามนี่ละ - แม้ทุกสิ่งจะต้องเปลี่ยนไปก็ตาม แต่ผมประหลาดใจว่า ทำไมมันจึงเร็วนัก?"

คลีมาในเข้าไปอยู่ในโรงละคร Magic Lantern ในวันที่การปฏิวัติ Velvet ถูกจุดขึ้นโดยแวคลาฟ ฮาเวลและเพื่อนของเขาที่ส่วนใหญ่เป็นนักเขียน ซึ่งต่อต้านรัฐบาลในเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น เขาถูกเชิญให้พูดบนเวที, เขาบอกว่านั่นเป็นครั้งแรกในรอบสองทศวรรษที่เขาได้รับอนุญาตให้พูดในที่สาธารณะบนผืนดินเกิดตัวเอง มันเป็นช่วงเวลาที่มากล้นด้วยอารมณ์ทีเดียว

"ผมพูดอะไรบางอย่างง่ายๆเกี่ยวกับสถานการณ์ในเวลานั้น และได้รับเสียงตบมือดังกระหึ่มกลับมา" คลีมาเท้าความถึงเวลานั้น "ที่แปลกคือหลังจากนั้นก็มีคนอีกหลายคนมาบอกกับผมว่า พวกเขาไม่รู้มาก่อนว่าผมอยู่ในปรากในช่วงเวลานั้น นักเขียนที่ถูกขึ้นบัญชีดำจะถูกระบอบทำให้เป็นผู้ไร้ตัวตน คนจึงนึกว่าเราถูกเนรเทศไปแล้ว - ซึ่งจริงๆก็ไม่ผิดหากจะกล่าวเช่นนั้น"

จากเหตุการณ์ในวันนั้นต่อมา ฮาเวลสหายของคลีมาก็ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี และเพื่อนของเขาหลายๆคน ทั้งที่เป็นนักเขียนและนักวิชาการก็ได้เขารับตำแหน่งรัฐมนตรี นั่นคล้ายจะเป็นเหมือนตอนจบอันสุขสันต์ของชีวิตเขาเลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นเหมือนทำให้ความหวังของเขาที่เคยหายไปได้กลับมาเป็นจริง

หากค.ศ.1989 เป็นตอนจบอันสุขสันต์แล้วล่ะก็ คลีมาบอกว่าช่วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดก็คือค.ศ.1970 เมื่อรถถังรัสเซียวิ่งเข้าสู่ปรากในปีค.ศ.1968 เวลานั้นคลีมาอยู่ในลอนดอน ระหว่างทางจะไปสอนหนังสือที่มิชิแกน เมื่อได้ข่าวเขาก็แทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ เขายังเดินทางไปสหรัฐฯกับครอบครัว และเมื่อภาระการสอนของเขาจบลง ปีต่อมาเขาก็ต้องพบกับการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิตของเขา เขาควรจะลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯเหมือนกลุ่มผู้ต่อต้านคนอื่นๆ หรือเขาควรพาครอบครัวกลับบ้าน?

"ทุกคนเตือนผมว่า อย่ากลับไปนะ เขาจะส่งคุณไปไซบีเรีย" คลีมากล่าวถึงช่วงเวลานั้น "แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ต่างประเทศในฐานะนักเขียน นอกจากภาษาแล้วผมจะไม่ได้ติดต่อกับคนชาติเดียวกันที่เราเข้าใจมากที่สุด ผมรู้สึกชอบอเมริกาอยู่เหมือนกัน แต่ปัญหาของพวกเขาไม่ใช่ปัญหาของผม"

คลีมากลับเมื่อเดือนมีนาคมค.ศ.1970 ขณะที่การกวาดล้างของโซเวียตกำลังดำเนินถึงจุดสูงสุด "มันหนาวมาก" เขาเท้าความ "พวกเขาแบนทุกคนที่ไปเกียวข้องกับเหตุการณ์เมื่อฤดูใบไม้ผลิ คน 400,000 คนตกงาน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นแรงงานทักษะูสูง ครู อาจารย์ ทุกคนที่ทำงานวิทยุ โทรทัศน์ พวกสหภาพแรงงาน" คลีมาถูกขึ้นบัญชีดำในฐานะนักเขียน และถูกห้ามทำงานยกเว้นก็แต่งานรับใช้ เขาถูกยกเลิกหนังสือเดินทาง ถูกยึดใบขับขี่ ถูกตัดสายโทรศัพท์ เขาถูกขู่ว่าจะถูกขังคุกหากหนังสือของเขาตีพิมพ์ในต่างประเทศ

คลีมาต่อสู้กลับในทันที "ผมจัดกิจกรรมการอ่านขึ้นหลังจากที่เรากลับมาได้สัปดาห์เดียว" เขากล่าว "ผมเชิญแขกประมาณ 45 คน เต็มห้องนั่งเล่นบ้านเราพอดี ผมก็เตรียมมีทบอลให้แขก ซึ่งถูกเรียกติดปากว่า "คลีมาบอล" แล้วก็มีการดื่มไวน์กันนิดหน่อย มีคนอ่านอะไรบางอย่างที่เพิ่งถูกเขียนขึ้น และมันเป็นอย่างนั้นต่อมาในทุกสัปดาห์ ผมจำได้ว่าฮาเวลมาอ่านบทละครใหม่ของเขาสองเรื่อง และ [มิลัน] คุนเดอรา ที่เวลานั้นยังอยู่ในปราก ก็มาอ่านอะไรอยู่บ้างเหมือนกัน"

หลังจากประมาณปีหนึ่งผ่านไป เพื่อนของคลีมาลุดวิค วาคูลิค (ผู้เขียน A cup of coffee with my interrogator) ได้พาชายคนหนึ่งมาจากออสตราวา (Ostrava) ผู้เป็นนักเขียนที่เคยติดคุกมาปีหนึ่ง ชายคนนี้ต่อมาฆ่าตัวตาย เขานี้เองไปร่วมมือกับตำรวจลับเำื่พื่อเปิดเผยชื่อของทุกคนในกิจกรรมการอ่านนี้พร้อมด้วยรูปถ่ายของคนที่เข้าออก "ถึงจุดนั้น พวกเราก็ถูกเปิดเผยแล้ว" เขาบอก

นักเขียนถูกสะกดรอยตาม ถูกค้นบ้าน การนัดพบทำได้ยากขึ้น แ่ต่คลีมาบอกว่า "พวกเรายังพยายามติดต่อกันอย่างใกล้ชิด" มีการแนะนำให้ส่งงานเขียนเวียนกันไปในกลุ่ม รวมทั้งหนังสือ เำื่พื่อให้การกระจายความคิดทำได้ต่อไป เรียกว่า "samizdat" (พิมพ์เอง) นิยาย บทกวีและบทละครจึงถูกเขียนขึ้น โดยเริ่มต้นจากแฟนของวาคูลิค และทำซ้ำและเวียนไปในหมู่เพื่อน ตอนแรกทำออกมา 14 เล่ม และต่อมาก็เพิ่มขึ้นเป็น 50 ถึง 60 เล่ม จนกระทั่งมันแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางถึงหลักพันในวงการหนังสือใต้ดิน

ขณะที่เขากำลังเล่าเรื่องราวเหล่านี้ คลีมาเดินไปที่ชั้นหนังสือที่เหยียดยาวสุดห้องนั่งเล่นของเขา และดึงหนังสือเล่มบางๆออกมาบางเล่ม ซึ่งพิมพ์สองด้านบนกระดาษแอร์เมล์ "นี่เป็นหนึ่งในบทละครของฮาเวล และนี่คือบทกวีของเยโรสลาฟ ซีเฟอร์ต" - เหล่านี้คือประวัติศาสตร์ของการต่อต้านเย็บเล่มเอาไว้ด้วยกันอย่างประณีต

"สุดท้ายแล้วภายใน 18 ปี เราพิมพ์กันได้ 300 ฉบับ" ตอนแรกตำรวจพยายามยึดหนังสือพิมพ์เองเหล่านี้ตามบ้าน แต่มันแพร่กระจายไปเร็วเกินกว่าจะควบคุมได้ มันเป็นฝันร้ายที่แท้จริงของตำรวจลับ "และมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราไปกันต่อได้" คลีมาบอก

ในช่วงเวลาหลายปีนั้น คลีมาก็เหมือนๆกับปัญญาชนที่ถูกกวาดล้างคนอื่นๆ เขาทำงานไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถพยาบาล นักสำรวจ คนกวาดถนน - ซึ่งเหล่านี้เป็นวัตถุดิบของนิยายของเขาเอง - เขายังมีกิจกรรมอย่างอื่นด้วยในยามกลางคืน คือการเอาต้นฉบับของสำนักพิมพ์ตะวันตกผ่านเพื่อนในสถานทูตหรือไปเยี่ยมเยียนนักเรียนของตัวเอง

นิยายของเขาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตที่ดำเนินมาก่อนหน้านั้น และส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวข้องกับวิธีการใช้ชีวิตแบบ "ธรรมดา" ในระบอบเผด็จการ เล่มที่ประสบความสำเร็จที่สุดเล่มหนึ่งเป็นกึ่งอัตชีวประวัติเรื่อง Love and Garbage ซึ่งเกี่ยวกับชีวิตของเขาตอนที่เป็นคนกวาดถนน ที่มีปัญหาขัดแย้งระหว่างความรักที่เขามีให้กับภรรยาและความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่น

การมีชีวิตอยู่ในความจริงทางการเมืองของเขานั้นง่ายกว่าทางความสัมพันธ์แบบหญิงชายมาก "ความรัก การนอกใจและการประนีประนอมดูจะส่งผลแก่ทุกๆคนในการมีชีวิตอยู่ในความจริง" ความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยเรืองราวของชีวิตดูจะทำให้จินตนาการโรแมนติกไปไกลกว่าขอบเขตใดๆ

"สำหรับผม ผมชอบผู้หญิงมาตลอด" เขาบอก "บางครั้งผมรู้สึกว่าตกหลุมรัก ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่นะ แม้กระนั้นชีวิตแต่งงานของผมก็มีความสุขมาก ปีที่แล้วเราเพิ่งฉลองครบรอบห้าสิบปีด้วยกัน" ครึ่งหนึ่งของคนรุ่นผมนั้นจะหย่าร้าง สำหรับผมการหย่าร้างคือการเลือกที่จะเข้าไปสู่สถานการณ์เดิมอีกครั้ง แต่ด้วยความเจ็บปวดที่ฝังอยู่แต่เดิมทั่วไปหมด"

บางครั้งคลีมาก็เขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ปีค.ศ.1989 ด้วยน้ำเสียงแบบสัมพันธภาพของความรัก โดยเฉพาะในงาน Waiting for the Darkness, Waiting for the Light ซึ่งตัวละครหลักปาเวล ผู้กำกับโทรทัศน์ที่อาชีพการงานพังทลายเพราะระบอบคอมมิวนิสต์ ได้ไปเข้าร่วมเหตุการณ์ปฏิวัติในเดือนพฤศจิกายน

"อากาศฉุนกึกด้วยกลิ่นซากศพของคนตายที่อวลอบ..." ปาเวลรู้สึก "และอารมณ์อันแปลกแปร่ง หรือกระทั่งเรียกได้ความความปรีดานั้นได้เกิดขึ้น และดูเหมือนว่าได้พาทุกคนมารวมกัน ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเช่นนี้ได้ทำให้เขาแปลกใจ เพราะไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนเลย..."

ในฝูงชนปาเวลพบกับสตรีที่ครั้งหนึ่งเขาเคยรัก และเธอก็จูบเขาอย่างทันทีทันใด ในเวลาต่อมาปาเวลพยายามบอกเธอถึงความใกล้ชิดที่ทั้งสองมีในคืนวันรัฐประหาร

"มันเป็นชั่วขณะนั้นที่ทำให้มันเกิดขึ้น ปาเวล มันเป็นเรื่องของเวลา" เธอบอกแก่เขา
"เวลานั้นในอวสานไปหรือไร?"
"เวลาเช่นนั้นอยู่ได้ไม่นานนักหรอก"

เวลาของหลายคืนในเดือนพฤศจิกายน 1989 จะอยู่ยาวนานเท่าใดกันสำหรับคลีมา?

เขายิ้ม "ผมมีความสุขกับมันนานเท่าใดน่ะหรือ? มันน่าสนใจมากที่ผู้คนยอมรับอิสรภาพในฐานะที่มันเป็นเรื่องธรรมดาในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งๆที่เราต่อสู้เพื่อมันมายาวนานเหลือเกิน" เขาบอก "ในสัปดาห์หรือเดือนแรกๆคุณไม่ได้คิดถึงมันหรอก แต่คุณจะต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆที่ทำให้คุณโกรธ คอร์รัปชั่นอะไรอย่างนั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อม การพึ่งพิงตลาดจนเกินพอดี ซึ่งก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของพันธนาการ เพราะฉะนั้นความรู้สึกมันไม่ได้อยู่นาน แต่การเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตยนั่นละ ที่ยังคงอยู่"

คลีมาได้รับการทาบทามให้ไปรับตำแหน่งในรัฐบาลของฮาเวล แต่เขาปฏิเสธมันทั้งหมด "สำหรับผม จุดประสงค์ในการต่อสู้ของผมคือทำทุกอยางเท่าที่จะทำได้ในการล้มล้างระบอบอันเลวร้าย เมื่อมันเกิดขึ้นสำเร็จ ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ในเวลานั้นสิ่งเดียวที่ผมอยากทำคือกลับไปเขียนหนังสือต่อ และสามารถพิมพ์มันออกมา"

หลายสัปดาห์หลังเหตุการณ์ค.ศ.1989 หนังสือของคลีมาถูกตีพิมพ์อย่างรวดเร็วในปราก Love and Garbage ขายได้ 100,000 เล่ม เรื่องราวของเขา My Merry Morning ขายได้ 150,000 เล่ม มีคนต่อแถวยาวที่ร้านหนังสือทั่วจัตุรัสเวนเซสลาส เวลานี้หนังสือของเขาทั้งหมดขายได้เรื่องละอย่างน้อย 4,000 เล่ม

เขาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า "นี่มันเป็นเรื่องธรรมดา ที่แตกต่างคือหากเวลานี้ผมต้องการพูดอะไร ผมสามารถไปที่สถานีวิทยุหรือหนังสือพิมพ์และพูดมัน และก็จะไม่มีใครฟัง คนเดี๋ยวนี้ยุ่งอยู่กับรายการโชว์เท่านั้นเอง เมื่อก่อนผมมีแค่พิมพ์ดีด แต่ทุกคนกระเหี้ยนกระหือรืออยากอ่านงานของผม"

คลีมาใช้ชีวิตอยู่มานานและเห็นความขมขื่นของสถานการณ์เช่นนี้มามาก อาจมากเกินไปด้วยซ้ำ - แต่ก็นั่นละ, มันเป็นเช่นนั้นเอง

"เราไม่ได้หวังว่าสวรรค์จะลงมาอยู่บนดินในเดือนพฤศจิกายนปีนั้น" เขากล่าวก่อนที่ผมจะจากมา "แต่ในท้ายที่สุด เราได้รับอิสรภาพ"


อีวาน คลีมา

เกิด : 14 กันยายน ค.ศ.1931 ที่ปราก
ครอบครัว : แต่งงานกับเฮเลนา นักจิตบำบัดในปีค.ศ.1958 มีลูกด้วยกันสองคน ไมเคิลเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ และฮานาเป็นศิลปิน
งานชิ้นหลัก : My Merry Morning (1985), Love and Garbage (1986), Judge on Trial (1991), My Golden Trade (1992), Waiting for the Dark, Waiting for the Light (1994), No Saints or Angels (2001)


The Observer, 2 สิงหาคม 2009